ทำความรู้จักกับโรคเอดส์

โรคเอดส์นั้นในปัจจุบันประเทศไทยเรายังพบจำนวนผู้ป่วยของโรคนี้อยู่เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากที่ร่างกายเราไปติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมานั้นเอง ซึ่งส่งผลทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายเกิดบกพร่องเชื้อตัวนี้ก็จะไปทำลายเม็ดเลือดขาวในร่างกายเรา

ทำให้เราเกิดอาการเจ็บป่วยจากเชื้อนี้ทันที ถ้ามีอาการป่วยหนัก ๆ โรคเอดส์นี้ทำให้บางรายอาจถึงขั้นตายได้ สมัยนี้ทางหมอก็ยังไม่มีวิธีการรักษาคนป่วยโรคเอดส์นี้ให้หายได้ โดยหมอช่วยแค่รักษาให้อาการป่วยนั้นไม่รุนแรงมากกว่าเดิม หรือที่เรียกว่าช่วยชะลอไม่ให้คนป่วยตายเร็วนั้นเอง

ทางหมอบอกว่าคนที่ได้รับเชื้อเอชไอวีนี้จะอยู่ในร่างกายเราตลอด ยังไม่มียากำจัดมันได้ ส่งผลให้อาจเกิดโรคอื่นแทรกมาด้วยได้ 

วิธีการตรวจเช็คหากรู้ว่าอาจเกิดโรคเอดส์

ถ้าใครรู้ตัวเองว่าอาจได้รับเชื้อเอชไอวีมา สามารถไปทำการตรวจหาเชื้อได้ตามโรงพยาบาลทั่วไป โดยหมอจะทำการเจาะเลือดไปตรวจ เพื่อหาว่าในเม็ดเลือดขาวนั้นมีเชื้อไวรัสเอชไอวีอยู่หรือไม่ สามารถที่จะซื้อ ชุดตรวจ hiv เพื่อมาตรวจสอบได้ ถ้าหากตรวจพบเจอจะได้รีบรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ทัน

ภาวะแทรกซ้อนที่พบเจอของเอดส์

การที่ร่างกายภูมิคุ้มกันของของร่างกายถูกทำลายด้วยเชื้อของเอชไอวีแล้ว ทำให้ภายในร่างกายอาจเกิดเชื้อโรคอื่นแทรกซ้อนเข้าไปได้ง่ายขึ้น เช่นการติดเชื้อในหลอดอาหาร ในช่อคลอดตามมาด้วย ทำให้เชื้อมีการลุกลามไปทั่วของร่างกายได้ง่าย สังเกตจากอาการคนป่วยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เริ่มมีอาการสับสนจำความไม่ค่อยได้ เกิดอาการวิตกกังวน มีอารมณ์ซึมเศร้าตามมาด้วย 

การติดต่อโรคเอดส์

 

  • ปัจจัยหลักเลยที่ทำให้มีคนติดเชื้อนี้เป็นจำนวนมากคือการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อเอดส์นั้นเอง จึงถือว่าเป็นสาเหตุที่สำคัญในการป้องกันหากมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น
  • การติดเชื้อเอดส์จากเลือด อันนี้มักพบตามกลุ่มคนที่เสพยาโดยการใช้เข็มฉีดยาด้วยกัน หากมีผู้ที่เป็นเอดส์แล้วใช้ร่วมกัน ก็ส่งผลให้ติดเชื้อเอชไอวีตามกันไปด้วย
  • หากผู้หญิงที่เป็นเอดส์แล้วเกิดการตั้งท้อง ลูกที่คลอดออกจากจะได้รับเชื้อเอดส์นี้ตามไปด้วย ถือว่าเป็นการติดเชื้อผ่านแม่สู่ลูกนั้นเอง
  • การไปสัมผัสบาดแผลกับคนที่เป็นเอดส์ก็มีโอกาสติดเชื้อเอดส์ได้เช่นกัน แต่ก็อาจมีโอกาสต่ำมากที่จะติดหากเราไม่มีแผลด้วย แต่ก็ควรป้องกันไว้ก่อนอย่าได้ไปสัมผัสกับคนที่เป็นเอดส์

 

อาการปวดท้องด้านขวาสื่อโรคอะไรได้บ้าง 

ใครจะรู้ได้ว่าอาการปวดท้องนั้นมีสาเหตุมาจากอะไรยิ่งอาการปวดท้องที่เราคาดไม่ถึงบางรายมีอาการปวดที่รุนแรงก่อให้เกิดความลำบากให้เกียรติตัวเองสำหรับอาการไม่ว่าจะเป็นการปวดท้องทางด้านซ้ายหรือด้านขวาก็ตามหากมีอาการเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งนั่นก็เท่ากับว่ามันคือสัญญาณเตือน ที่บ่งบอกว่าสุขภาพภายในของท่านกำลังมีปัญหานั่นเอง 

คุณรู้หรือไม่ว่าอาการปวดท้องไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามมันจะมีต้นสายของมันทั้งสิ้นซึ่งเราอาจจะคาดเดาได้ด้วยการปวดที่มันส่งสัญญาณบอกเราจากอาการต่างๆนั่นเองด้วยการคาดเดาเหล่านี้จะเป็น การคาดเดาที่ก่อเกิดจากลักษณะต่างๆซึ่งอาการปวดท้องด้านขวาอาจส่งสัญญาณต่างๆที่บอกว่าคุณกำลังเป็นโรคอะไรอยู่ก็ได้เช่นกัน 

 จะเห็นได้ว่าการปวดท้องต่างๆไม่ว่าจะเป็นทางด้านซ้ายหรือทางด้านขวาก็ตามหากคนที่ประสบปัญหาอาการปวดท้องเหล่านั้นจะมีการสังเกตได้ว่าลักษณะมันจะแตกต่างกันออกไปซึ่งคุณควรสังเกตให้ดีว่ามันเป็นการปวดท้องทางด้านไหนกันแน่ซึ่งแน่นอนแต่ว่าปวดท้องนี้จะสังเกตได้ง่ายแต่ผู้หญิงจะต้องระวังเป็นพิเศษเพราะอาการปวด ท้องแบบจี๊ดๆ เกิดจากปัจจัยได้หลายอย่างด้วยกัน 

อาการปวดท้องทางด้านขวาสังเกตได้ดังนี้ 

หากคุณนั้นมีอาการปวดท้องบริเวณด้านบนซึ่งหากสังเกตดีดีจะพบว่าอาการปวดนี้เกิดขึ้นหลังจากการรับประทานอาหารประเภทไขมันสูงมันอาจจะหมายความว่าคุณกำลังเสี่ยงที่จะเป็นโรคนิ่ว ในถุงน้ำดีหรืออาจจะเป็นโรคตับก็ได้เช่นกันซึ่งเราสามารถสังเกตจากอาการเจ็บเหล่านั้นเพื่อเป็นการยืนยันเกี่ยวกับโรคดังกล่าวมีดังนี้หากเรานำมือไปกดลงบริเวณที่มีอาการปวดเราอาจจะพบกับก้อนเนื้อแข็งๆ และนั่นก็จะมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองร่วมอยู่ด้วย 

สำหรับอาการปวดท้องทางด้านขวาล่างมีดังนี้    

อาการปวดท้องทางด้านขวาเริ่มบริเวณที่อยู่รอบสะดือไปจนถึงท้องน้อยทางด้านขวาหากเรานั้นได้มีการ นำมือไปกดบริเวณนั้นและพบก้อนเนื้อหรือกดไปกดมารู้สึกเจ็บโดยการมีการเสียด ท้องอยู่ตลอด ซึ่งเราสันนิษฐานได้ว่าเราอาจจะเป็นไส้ติ่งอักเสบแต่ถ้าหากว่ากดไปแล้วมีลมอยู่ในท้องก็อาจเกิดจากลำไส้ของเราเกิดการอักเสบขึ้นมาได้นั่นก็คือการผิดปกติของลำไส้นั่นเอง    

อาการปวดท้องต่างๆไม่ว่าจะเป็นปวดท้องประเภทใดก็ตามหากคุณรู้สึกว่าคุณปวดท้องแล้วทางที่ดีควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาหรือตรวจเช็คให้ละเอียดน่าจะดีกว่าไม่ทนหรือปล่อยไว้ เพราะอาจเป็นอันตรายร้ายแรงสุดก็ถึงแก่ชีวิตได้เช่นกันดังนั้นเราไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ หากมีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์เป็นสิ่งที่สมควรมากที่สุด   

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนเหล่านี้โดย  แทงหวยออนไลน์

ผลเลือด non reactive หมายความว่าอะไร

ผลเลือด non reactive มีความหมายว่าอะไร สำหรับในการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องนั้น เป็นแนวทางที่ส่วนมากในขณะนี้นิยมทำกันและก็วิธีที่ใช้สำหรับเพื่อการตรวจคัดกรองก็จะนิยมแบบ ตรวจ ANTI-HIV เป็นการตรวจหาภูมิต้านทานเจาะจงต่อเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง

โดยส่วนมากสามารถตรวจได้เมื่อเสี่ยงมาแล้วกว่า 3-4 อาทิตย์ รวมทั้งได้ผลที่แม่นยำมากขึ้น เมื่อเสี่ยงมาเกิน 1 เดือน เนื่องมาจากพ้นระยะฟักตัว หรือที่เรียกว่า Window periodนอกเหนือจากการตรวจแบบ ANTI-HIV แล้ว ยังมีวิธีการตรวจแบบอื่นๆอีกประมาณ 3 แนวทางหลักๆตัวอย่างเช่น

-ตรวจ p24 Antigen เป็นการตรวจหาโปรตีน p24 ของเชื้อเอชวี สามารถตรวจได้เมื่อรับการเสี่ยงมาโดยประมาณ 2 อาทิตย์ ข้อผิดพลาดของการตรวจวิธีแบบนี้ เป็น ผลตรวจถูกรบกวนได้ง่ายจากสาเหตุต่างๆอีกทั้งถ้าหากตรวจเจอว่าเป็นควรจะมีการตรวจซ้ำอีกรอบ

-การตรวจ NAT สามารถตรวจได้ตามโรงพยาบาล และก็เป็นแนวทางที่ใช้กันอย่างไม่แพร่หลายเท่าใดนัก สามารถตรวจได้เมื่อรับการเสี่ยงมาราวๆ 1 อาทิตย์

-การตรวจแบบ ANTI-HIV และก็ p24 Antigen ในชุดตรวจเดียวกัน สามารถตรวจได้เมื่อรับการเสี่ยงมาโดยประมาณ 2 อาทิตย์ การตรวจอย่างนี้จะมั่นใจได้มากกว่า แต่ว่าถ้าเกิดผลตรวจออกมาเจอเพียงแค่ p24 Antigenท่านจำเป็นต้องตรวจอีกรอบหนึ่ง เมื่อเสี่ยงมาครบ 21-30 วัน เหลือมากกว่า 1 เดือน

แต่ สำหรับในการตรวจเอชไอวี แพทย์มักจะแนะนำให้มาตรวจอีกรอบเมื่อครบ 30 วัน แล้วก็ตรวจซ้ำอีกที่ 60-90 วัน เสมอ เพื่อความมั่นใจว่าผู้ถูกตรวจ ติดเชื้อโรคหรือเปล่า

การวิเคราะห์ผลเลือดสำหรับเพื่อการตรวจหา HIV

โดยปกติการแสดงผลเลือดจะสามารถแปรผลได้เป็น 2 ผล ยกตัวอย่างเช่น Reactive รวมทั้ง Non-Reactive ซึ่งไม่ว่าในใบผลตรวจจะมีความงุนงงมากแค่ไหน ก็มักจะปรากฏคำใดคำนึง เสมอ

ผลเลือด non reactive หมายความว่าอะไร

ผลเลือด non reactive, Non-reactive, Non-Reactive, Negative, negative ไม่ว่าจะรูปแบบไหนในนี้ก็จะสามารถแปลผลได้ว่า ผลเลือดของคุณเป็นลบ แสดงว่า ไม่พบการรับเชื้อเอชไอวี

ผลเลือด reactive หมายความว่าอะไร

ผลเลือด reactive, Reactive, Positive, positive ไม่ว่าจะรูปแบบไหนในนี้ก็จะสามารถแปลผลได้ว่า ผลเลือดของคุณเป็นบวก แสดงว่า มีโอกาสติดเชื้อโรคเอชไอวี และก็แพทย์ชอบทำการตรวจซ้ำอีกเพื่อความมั่นใจ

อย่างไรก็แล้วแต่บางครั้งผลตรวจอาจจะออกมาเป็น Invalid, Inconclusive ซึ่งแปลว่าผลของการตรวจมีปัญหาแปลผลไม่ได้ ทำแก้ไขเป็น ทำการตรวจใหม่อีกรอบ

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน

รู้หรือไม่เครื่องช่วยฟัง มีแบบไหนให้เลือกบ้าง

        หลายคนคงรู้จัก เครื่องช่วยฟัง กันมาบ้างแล้ว เพราะเป็นอุปกรณ์ที่คอยช่วยเหลือผู้ที่ประสบกับปัญหาด้านการได้ยินเสียง ซึ่งปัจจุบันเครื่องช่วยฟังมีหลายบริษัทที่นำเข้ามาจำหน่าย สามารถใช้ได้ทั้งกับเด็กและกับผู้ใหญ่  แต่หลายท่านอีกเหมือนกันอาจจะยังไม่รู้ว่าเจ้าเครื่องช่วยฟังนั้นทำงานอย่างไร มันดีอย่างไร มันช่วยให้ได้ยินได้จริงไหม วันนี้จะมาแนะนำการทำงานของเครื่องช่วยฟังให้ทราบกันค่ะ

       สำหรับอุปกรณ์ที่เราเรียกว่าเครื่องช่วยฟังนั้น มันเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้คนที่มีปัญหาด้านการได้ยิน  สามารถได้ยินเสียงได้อย่างชัดเจน โดยมันจะทำหน้าที่ขยายเสียงให้เสียงมีความดังในระดับที่ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการรับฟังพอดี ไม่เบาหรือว่าดังจนเกินไปโดยเจ้าอุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่ขยายเสียงทุกเสียงตามสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง เครื่องช่วยฟังจะไม่สามารถตั้งค่าแยกเสียงเฉพาะที่อยากได้ยินได้  ซึ่งปัญหาที่ยังพบอยู่สำหรับเครื่องช่วยฟังคือ เสียงที่ได้ยินจะยังไม่ค่อยเป็นธรรมชาติมากนัก เพราะผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการได้ยิน จะรับรู้ได้ว่าเป็นการพูดผ่านลำโพง

สำหรับเครื่องช่วยฟังปัจจุบันมี 3 แบบด้วยกันคือ 

  1. แบบกล่อง  สำหรับข้อดีของเครื่องช่วยฟังที่เป็นแบบกล่องคือ เป็นเครื่องช่วยฟังที่มีกำลังขยายสูง และแบตเตอรี่สามารถหาซื้อมาเปลี่ยนได้ง่ายมีขายทุกที่ตามร้านค้าทั่วไป และอุปกรณ์มีขนาดใหญ่สมารถหยิบมาใช้งานได้ง่าย แต่เครื่องช่วยฟังแบบกล่องก็มีข้อเสีย เช่น เสียงไม่เรียบเนียนเป็นธรรมชาติ  เวลาใช้งานอาจะมีเสียงรบกวนการจากเสียดสี และตัวเครื่องใหญ่เกิดไปไม่สะดวกในการใช้งาน ที่สำคัญเนื่องจากเป็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องใช้กับหูฟังที่มีสายมาเสียบทำให้ดูเกะกะวุ่นวาย
  2. แบบหลังหู  สำหรับข้อดีของเครื่องช่วยฟังแบบนี้คือ ตัวเครื่องขนาดเล็กกะทัดรัด ใช้งานสะดวก เสียงจะฟังนุ่มนวลเป็นธรรมชาติมากกว่าแบบแรก และมีระดับการได้ยินของเสียงหลายระดับให้เลือกที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ส่วนข้อเสียนั้นจะมีปัญหาตรงแบตเตอรี่จะหาซื้อได้ค่อนข้างยากเพราะเป็นถ่านสำหรับใช้กับเครื่องช่วยฟังโดยเฉพาะ เราไม่สามารถซื้อถ่านนาฬิกามาใส่แทนได้
  3. แบบที่ใส่ในช่องหู  สำหรับข้อดีของเครื่องช่วยฟังแบบนี้คือ อุปกรณ์จะเล็กมาก คนจะมองได้เห็นยากว่าเราใช้เครื่องช่วยฟัง จะดูเป็นธรรมชาติมากและที่สำคัญคุณภาพของเสียงก็ดีมาก เป็นธรรมชาติมากกว่าสองแบบแรก ส่วนข้อเสียก็คือ แบตเตอรี่ที่ใช้งานจะเป็นแบตเตอรี่ชนิดพิเศษที่ใช้กับเจ้าเครื่องนี้โดยเฉพาะเท่านั้น เอาแบตเตอรี่อื่นมาใส่แทนไม่ได้ และเนื่องจากอุปกรณ์มีขนาดเล็กปุ่มกด หรือกำลังขยายเสียงจะเล็กตามไปด้วย การกดปุ่มจะค่อนข้างลำบาก

อันตรายจากการใช้หูฟัง

หากใช้หูฟังมากเกินไประวังจะได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องช่วยฟังแทนนะจ๊ะ

              หูฟังเป็นอุปกรณ์เสริมที่เอาไว้เชื่อมต่อกับมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ และ Laptopเมื่อเราจำเป็นต้องการใช้อุปกรณ์เหล่านี้และต้องฟังเสียงไปพร้อมๆกัน และสำหรับบางคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว  ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะนิยมใช้หูฟังเมื่อต้องออกจากบ้านเวลาที่นั่งบนรถเมล์ รถตู้ รถไฟฟ้า หรือเวลาเดินตามถนนต่างๆ

เพื่อเป็นการป้องกันเสียงจากสิ่งที่เรากำลังฟังไปรบกวนคนอื่นที่อยู่ข้างๆเรา โดยส่วนใหญ่แล้วคนเรามักใช้หูฟังเวลาที่ต้องการได้ยินเสียงดังๆ เช่น เมื่อต้องการฟังเพลง  หรือเล่นเกม หรือดูหนังผ่านมือถือ แต่หูฟังใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเท่านั้นหากเราใช้งานหูฟังมากเกินไป เปิดเสียงดังมากเกินไป

หูฟังก็จะกลับมาเป็นอันตรายต่อหูเขาเราได้เหมือนกัน เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่า หากหูของเราได้รับเสียงดังมากๆนานเกิดไป จะทำให้หูเกิดการอักเสบ เกิดปัญหาหูตึงตามมาได้ ซึ่งหากไม่รีบรักษาก็อาจจะกลายเป็นโรคหูหนวก โดยจะเปลี่ยนจากคนที่หูปกติดี กลับต้องมาใช้เครื่องช่วยฟังแทน

ในปัจจุบันผู้ผลิตและจำหน่ายหูฟังมีการผลิตหูฟังออกมาเพื่อจำหน่ายให้กับประชาชน อยู่ประมาณ 3 แบบด้วยกันคือ แบบครอบหู  แบบเอียร์บัดและแบบเสียบหู ซึ่งทั้ง3 แบบจะมีลักษณะของหูฟังที่แตกต่างกันออกไป สำหรับหูฟังแบบครอบหู แบบนี้จะมีลักษณะอันใหญ่เทอะทะ ความนิยมในการใช้หูฟังแบบที่ครอบหูจะนิยมเป็นพักๆ ส่วนใหญ่จะมีการใช้งานอยู่ที่บ้านและที่ทำงานเพราะสะดวกในการใช้งานมากกว่าที่จะนำออกมาใช้งานข้างนอกซึ่งหูฟังแบบนี้สามารถป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดังนั้นการเปิดเสียงเพื่อฟังสิ่งที่ต้องการจึงไม่ต้องเปิดเสียงดังมาก

ส่วนหูฟังแบบเอียร์บัดคนส่วนใหญ่นิยมใช้หากต้องออกไปข้างนอกบ้านเพราะพกพาสะดวกแต่ไม่ควรใช้นานเกินไป เพราะหูฟังแบบนี้จะมีเสียงจากภายนอกเข้าไปรบกวนทำให้ต้องเปิดเสียงดังส่งผลทำให้เจ็บหูและเกิดการหูอักเสบได้ซึ่งหากปล่อยไว้นอนเกินไปอาจจะทำให้ต้องใช้ เครื่องใช้ฟัง แทนหูฟังก็ได้เพราะหูจะหนวกเสียก่อน ส่วนอีกอันคือหูฟังแบบเสียบหูสำหรับหูฟังชนิดนี้จะสามารถป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้

แต่ก็ไม่ควรใช้นานเกินไปเช่นเดียวกัน เพราะการใช้หูฟังติดต่อกันเป็นเวลานานจะพบว่าเราจะรู้สึกเจ็บหู และหากยังใช้งานต่อเนื่องไปเรื่อยจะทำให้หูของเราอักเสบจนต้องหันมาใช้เครื่องช่วยฟังแทนการใช้หูฟังก็ได้

น้ำมันมะกอก ประโยชน์ดีๆ ที่คู่ควร

น้ำมันมะกอก ประโยชน์ดีๆ ที่คู่ควร
รายงานจาก “โครงการอาหารไทยหัวใจดี” โดยมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังกล่าวว่า น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอกได้รับเลือกให้เป็นน้ำมันที่ดีต่อร่างกาย โดยสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ อาทิเช่น เบาหวาน โรคมะเร็งและก็โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ หรือเส้นโลหิต เพราะเหตุว่าน้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอกมีสารอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็น โพลิฟีนอล สารต้านอนุมูลอิสระ กรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินอี วิตามินเค และก็กรดไขมันโอเมก้า

จากการทดลองเกี่ยวกับน้ำมันมะกอกว่าเพราะเหตุใดสารอาหารกลุ่มนี้ที่อยู่ในน้ำมันมะกอกถึงมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเรา

โพลิฟีนอลและสารต้านอนุมูลอิสระ
คุณค่าต่างๆ ที่ได้จากโพลิฟีนอลมักอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยต่อต้านการชำรุดทรุดโทรมของเซลล์ สารอาหารพวกนี้ยังช่วยในหัวข้อการลดภาวะอารมณ์เคร่งเคลียด จัดแจงกับลักษณะของการเจ็บปวด ช่วยชะลอวัย ทั้งยังช่วยคุ้มครองสภาวะโรคสมองเสื่อม ภาวการณ์เส้นโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวานรวมทั้งโรคมะเร็งบางประเภทด้วย

วิตามินเค
วิตามินเคเป็นวิตามินที่มีความหมายสำหรับเพื่อการสร้างโปรตีนซึ่งช่วยคุ้มครองป้องกันการแข็งตัวของเลือด ช่วยสร้างกระดูกใหม่รวมทั้งช่วยเรื่องความสมดุลของแคลเซียม คุณค่าที่ได้จากการกินวิตามินเคอย่างสม่ำเสมอเป็น การช่วยสร้างเสริมสารอาหารรวมทั้งโปรตีนต่างๆ ที่มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาแผล ทั้งยังช่วยเสริมแคลเซียมสำหรับการผลิตมวลกระดูกและคุ้มครองป้องกันกระดูกพรุน

วิตามินอี
วิตามินอี มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อป้องกันการทำลายเซลล์ ช่วยลดการเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจรวมทั้งโรคมะเร็ง โดยมีส่วนช่วยต่อต้านการรับเชื้อรวมทั้งยังช่วยคุ้ปกป้องความปกติของสายตาอีกด้วย

กรดไขมันโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3
กรดไขมันโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งร่างกายมนุษย์พวกเราไม่สามารถที่จะผลิตเองได้ จำต้องจะได้รับจากการทานอาหาร ถ้าเกิดขาดกรดไขมันโอเมก้าพวกนี้ อาจจะส่งผลให้หลักการทำงานของร่างกายผิดพลาดรวมทั้งมีการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ นี่ก็เลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าเพราะเหตุใดกรดไขมันโอเมก้า 6 รวมทั้งโอเมก้า 3 ถึงจำเป็น กรดไขมันโอเมก้า 6 นั้นสำคัญต่อการดำเนินชีวิต กรดไขมันโอเมก้า 3 เองมีหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะมีส่วนช่วยสำหรับในการไหลเวียนโลหิต ลักษณะการทำงานของหัวใจและระบบกรรมพันธุ์ต่างๆ ทั้งนี้จำนวนที่ดีที่สุดที่แนะนำให้บริโภคกรดไขมันโอเมก้า 6 รวมทั้งโอเมก้า 3 ในสัดส่วน 4 ต่อ 1 ยิ่งใกล้เคียงจำนวนนี้เยอะแค่ไหน ยิ่งดีแค่นั้น น้ำมันปาล์มทั่วๆ ไปมีส่วนประกอบของกรดไขมันโอเมก้า 6 รวมทั้งโอเมก้า 3 ในรูปร่าง 45.5 ต่อ 1 น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากรำข้าวในรูปร่าง 20 ต่อ 1 แต่ว่าน้ำมันที่สกัดจากมะกอกนั้นดีต่อร่างกายมากกว่า เพราะว่ามีรูปทรงของกรดไขมันที่กล่าวไปในรูปร่าง 12.89 ต่อ 1 ซึ่งใกล้เคียงรูปร่างที่เสนอแนะไปมากที่สุดนั่นเอง

วิธีปรับพฤติกรรมการกินเนื้อแดงให้น้อยลง

เนื้อแดงคืออะไร?
เนื้อแดงในที่นี้หมายถึงเนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อแกะ เนื้อจากสัตว์ใหญ่ อาจจะรวมถึงเนื้อหมู และเนื้อแปรรูปด้วยเช่นกัน เพราะว่าเนื้อเหล่านี้ส่งผลให้เราเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือด โรคไขมัน โรคหัวใจ และมะเร็งได้นั่นเอง

วิธีปรับพฤติกรรมการกินเนื้อแดงให้น้อยลง
1. รับประทานเนื้อขาว ในแบบเดียวกันกับที่ปรุงเนื้อแดง
อย่างเช่นหากเราชอบกินข้องปิ้งย่าง ลองเปลี่ยนจากเนื้อย่างเนื้อปิ้ง มาลองเลือกกินไก่ย่าง เนื้อปลาย่าง ไก่ปิ้ง ปลาเปาดูบ้าง โดยใช้วิธีปรุงในแบบเดียวกันกับที่ปรุงเนื้อวัว แม้ว่ารสชาติของเนื้อจะต่างกัน แต่อย่างน้อยการที่ปรุงในแบบเดียวกันสไตล์เดียวกันก็ยังช่วยทำให้เกิดความอร่อยขึ้นได้

2. กินเนื้อขาวให้หลากหลาย
แทนที่จะกินแต่อกไก่ต้ม หรือปลาย่างบ่อยๆ สามารถเลือกทำเมนูให้มีรสชาติหลายหลายในแต่ละมื้อได้ เช่น ต้มยำไก่ เมี่ยงปลาทู ไก่ผัดเปรี้ยวหวาน ฉู่ฉี่ปลากะพง เป็นต้น จะช่วยให้เราค่อยๆ เปลี่ยนมาชอบกินเนื้อขาวเหล่านี้มากขึ้น

3. เลือกรับประทานของว่างที่มีประโยชน์
บางคนเลือกกินไส้กรอก แฮม หรือเนื้อแปรรูปอื่นๆ เวลาหิวระหว่างวัน แต่เราสามารถเลือกอาหารที่มีกินแล้วอิ่มท้องระหว่างวันแทนได้ เช่น ผักผลไม้ และธัญพืชต่างๆ หรืออาจจะเป็นกาแฟดำ หรือนมจืดสักแก้วก็ได้

4. ทำเนื้อแปรรูปกินเอง
เนื้อแปรรูปไม่ได้แย่ต่อร่างกายของเราเสมอไป หากใช้เนื้อสัตว์ที่มีุคณภาพ ไขมันต่ำ ดังนั้นหากหาสูตรทำเนื้อแปรรูป แล้วเลือกเนื้อสัตว์คุณภาพทำกินเองที่บ้าน ก็ช่วยให้ได้กินเนื้อแปรรูปในแบบที่ต้องการได้ เช่น ไส้กรอกอกไก่ เป็นต้น

5. อย่ากินตอนหิวจัด
เชื่อว่าหลายคนกินเนื้อย่างตอนที่หิวจัด รวมถึงการเดินไปซื้อไส้กรอกมากินจากร้านสะดวกซื้อตอนกลางคืน นั่นอาจมาจากการที่ปล่อยให้ตัวเองหิวจัดจนอยากกินอะไรที่หนักท้อง ดังนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเองหิวจนขาดสติ พยายามกินข้าวให้ครบมื้อตรงเวลา จะช่วยให้เราอิ่มนานขึ้น และรีบเข้านอนให้เร็วขึ้น เพราะนอนเร็วก็ไม่หิว

อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า

ในวงการสูบบุหรี่ที่ในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด และมีวิธีการสูบที่ต่างกันไป ทั้งนี้มีการพัฒนาบุหรี่ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อทดแทนบุหรี่มวน ให้ทุกคนหันไปให้ความสนใจอันอื่นแทน ซึ่งนับว่าได้ผล เพราะมีวัยรุ่นหรือวัยอื่นๆ จำนวนมากที่หันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งมีความเชื่อว่าช่วยลดและเลิกอาการติดบุหรี่แบบมวนได้ และกลายเป็นไวรัลส่งต่อไปถึงคนที่รู้จักกันและขยายเป็นวงกว้าง ทำให้เทรนด์บุหรี่ไฟฟ้าได้รับความนิยมอย่างมาก และแน่นอนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกบุหรี่มวนได้ แต่นั่นแปลว่าทำให้หันมาติดบุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าก็มีอันตรายเหมือนกัน

ศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยข้อมูลว่า พบผู้ป่วยโรคปอดที่สันนิษฐานว่าสาเหตุของโรคนั้นมีโอกาสที่จะเป็นจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยมีผู้ป่วยมากถึง 450 รายภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน และพบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย เป็นที่น่ากลัวมากว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงมากถึงขั้นสภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
การสูบบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนนั้นมีโทษร้ายแรงแตกต่างกัน ซึ่งบุหรี่มวนมีความเสี่ยงต่อโรคถุงลมโป่งพองที่เนื้อปอดจะเสียหายช้า ๆ แบบผ่อนส่ง แต่บุหรี่ไฟฟ้าจะก่อให้เกิดผลที่เร็วกว่า ทำให้สามารถกล่าวได้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยให้การสูบบุหรี่นั้นดีขึ้นมาเลย

จุดเด่นของบุหรี่ไฟฟ้าที่ดึงดูดใจนักสูบให้หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะทั้งกลิ่นและรสที่มีให้เลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นขนม ผลไม้ ลูกอม ประกอบกับการออกแบบรูปลักษณ์ที่ทันสมัยน่าใช้สะดวกต่อการใช้งาน นอกจากกลิ่นและรสที่สามารถเลือกและปรับแต่งได้ ปริมาณมวลของนิโคตินที่จะได้รับก็สามารถเลือกได้เช่นกัน จนกลายเป็นกระแสที่หลายคนเปลี่ยนมาลองใช้แล้วติด ไม่ใช่เพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่อย่างที่เข้าใจกัน

หากคิดจะสูบบุหรี่ควรรู้ว่ามาตรฐานการผลิตน้ำยา E-Liquid ไม่มีมาตรฐานตามองค์การอาหารและยากำหนด ทำให้ไม่มีการควบคุมสารอันตรายที่ที่อยู่ในน้ำยาที่ส่งผลต่อร่างกายซึ่งอาจเป็นโลหะหนักและสารทำลายเซลล์ในปากและสารประกอบมากมายในไอบุหรี่ไฟฟ้าที่อันตรายต่อร่างกาย

แต่ทั้งนี้กลิ่นไอควันที่ออกมาจากบุหรี่ไฟฟ้าก็มีความหอมหวานมาก เพราะสามารถเลือกกลิ่นและรสที่ตัวเองชอบได้ ทำให้ง่ายต่อการที่เยาวชนจะหันมาลองและอาจส่งผลให้เกิดการเสพติดได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้เกิดการเสพติดนิโคตินเหลว มาถึงตรงนี้คงทราบแล้วว่า ไม่ว่าจะสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้านั้นล้วนแล้วแต่อันตรายต่อสุขภาพเหมือนกัน เพียงแต่แตกต่างกันที่รูปแบบของอันตราย อย่างไรก็ตามการสูบบุหรี่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หากเลิกได้ก็ควรที่จะเลิก อย่าปล่ยอให้ถึงวันที่สายเกินไป

กรดไหลย้อน ไม่อยากเป็นก็ป้องกันได้

โรคกรดไหลย้อน หรือภาษาเรียกว่า gastroesophageal reflux disease หรือชื่อย่อว่า GERD เป็นโรคที่ดูเหมือนจะเป็นโรคเล็กๆ ไม่รุนแรง ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นโรคที่แสนจะทรมาน และเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรบกวนการใช้ชีวิตของเราได้มากทีเดียว และไม่ว่าวัยใดมันก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุของกรดไหลย้อนมันเกิดจากภาวะน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีจู่ๆ ก็เกิดผิดปกติดันมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อน แล้วไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารและสร้างความระคายเคืองในหลอดอาหารขึ้น และทำให้ลำคอเปรี้ยว คือ มีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาทางปาก จนเกิดอาการระคายเคืองบริเวณลำคอ และแสบในอก หรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ และมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย โดยอาการที่กล่าวมานี้จะมักพบในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งส่งผลกับชีวิตประจำวันทำให้คุณทรมานแบบสุดๆ  คราวนี้ในเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ต้องหาวิธีแก้กันไป เราลองมาดูวิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อนที่นำมาแนะนำต่อไปนี้กันเถอะ!

วิธี ป้องกัน “กรดไหลย้อน”

  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นทำให้เกิดกรดไหลย้อน รวมถึงสังเกตปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปด้วย
  2. ไม่ควรทานอาหาร และดื่มน้ำมาก ๆ ระหว่างทานอาหาร
  3. ควรทานอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยง
  4. หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน อาหารย่อยยาก เนื้อติดมัน อาหารที่มีรสจัด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เปปเปอร์มินต์ เนย ไข่ นม กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
  5. ทิ้งช่วงเวลาทานอาหารจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
  6. เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเพื่อผ่อนคลายความเครียด
  7. งดสูบบุหรี่
  8. หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับแน่น โดยเฉพาะบริเวณท้อง
  9. ควรลดน้ำหนัก ในกรณีที่มีน้ำหนักเกิน
  10. เวลานอนควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นจากพื้นราบประมาณ 6-10 นิ้ว
  11. ทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลดขนาดยา หรือหยุดยาเอง และมาพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับขนาดยา
  12. หากป่วยอย่าซื้อยามาทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น

เทคนิคการป้องกันกรดไหลย้อนเหล่านี้เป็นเพียงคำแนะนำและการปฏิบัติเบื้องต้นเท่านั้น  ซึ่งทั้งนี้ต้องคำนึงถึงว่าหากเป็นผู้ป่วยที่ใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีภาวะแทรกซ้อน มีโรคแทรกซ้อน ยิ่งควรที่จะปฏิบัติเทคนิคนี้อย่างสม่ำเสมอ และหมั่นสังเกตอาการตนเองด้วยว่าดีขึ้นหรือแย่ลง ทั้งนี้เพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำของกรดไหลย้อน หรือถ้าเป็นหนักแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด

อันตรายจากการกินถั่วงอกดิบ

“ถั่วงอก” ผักที่พบในหลากหลายเมนูของอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องเคียงของก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอด ตำถาด หรือแม้กระทั่งผัดถั่วงอกที่เปลี่ยนจากผักเครื่องเคียงมาเป็นเมนูหลัก แม้ว่าถั่วงอกจะอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกันอยู่บ่อย ๆ แต่หากเป็น “ถั่วงอกดิบ” เราอาจไม่อยากแนะนำให้รับประทานกันสักเท่าไร เพราะอาจส่งผลเสียบางอย่างต่อร่างกายได้

อันตรายจากถั่วงอกดิบ
ถั่วงอกดิบพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซาลโมเนลลา หรืออีโคไล ซึ่งไม่ใช่แค่บ้านเราเท่านั้น ที่ต่างประเทศก็พบการปนเปื้อนของเชื้อโรคเช่นกัน เมื่อทำการเพาะถั่วงอก ความชื้นและอุณหภูมิของถั่วงอกในการเจริญเติบโต เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ถั่วงอกอาจพบสารฟอกสีที่มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูง เพราะผู้ผลิตบางรายนำสารฟอกขาวมาแช่ถั่วงอก เพื่อให้ถั่วงอกมีสีขาว อวบ น่ารับประทานและเก็บไว้จำหน่ายได้นาน

แม้ว่าจะมีสารฟอกขาวบางประเภทที่อนุญาตให้นำมาใช้ในอาหารได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ แต่เนื่องจากเป็นสารฟอกขาวที่มีฤทธิ์ในการฟอกต่ำ ผู้จำหน่ายจึงนิยมใช้สารฟอกขาวประเภทที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารมากกว่า คือ โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์มาผสม สารนี้มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูงกว่าประเภทแรก 2-3 เท่า สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่มีอันตรายต่อร่างกายเมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดอาการหายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน อุจจาระร่วง สำหรับผู้ที่แพ้อย่างรุนแรงหรือป่วยเป็นโรคหอบหืดจะมีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการช็อค หมดสติและอาจเสียชีวิตได้

วิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากถั่วงอก
หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วงอกดิบหากไม่ทราบแหล่งผลิตที่ชัดเจน

ปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทานเสมอ อาจบอกร้านอาหารให้ลวก หรือปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยว และเมนูอาหารอื่น ๆ เป็นต้น การปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทาน จะทำให้สารไฮโดรซัลไฟต์ที่อาจมีอยู่ในถั่วงอกถูกทำลายด้วยความร้อน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการนำถั่วงอกดิบมารับประทานสด ๆ

ไม่ควรเลือกถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ

หากจำเป็นต้องรับประทานถั่วงอกดิบจริง ๆ ควรหลีกเลี่ยงถั่วงอกที่มีสีคล้ำ มีส่วนเน่าเสียปนอยู่เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้