รู้หรือไม่เครื่องช่วยฟัง มีแบบไหนให้เลือกบ้าง

        หลายคนคงรู้จัก เครื่องช่วยฟัง กันมาบ้างแล้ว เพราะเป็นอุปกรณ์ที่คอยช่วยเหลือผู้ที่ประสบกับปัญหาด้านการได้ยินเสียง ซึ่งปัจจุบันเครื่องช่วยฟังมีหลายบริษัทที่นำเข้ามาจำหน่าย สามารถใช้ได้ทั้งกับเด็กและกับผู้ใหญ่  แต่หลายท่านอีกเหมือนกันอาจจะยังไม่รู้ว่าเจ้าเครื่องช่วยฟังนั้นทำงานอย่างไร มันดีอย่างไร มันช่วยให้ได้ยินได้จริงไหม วันนี้จะมาแนะนำการทำงานของเครื่องช่วยฟังให้ทราบกันค่ะ

       สำหรับอุปกรณ์ที่เราเรียกว่าเครื่องช่วยฟังนั้น มันเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้คนที่มีปัญหาด้านการได้ยิน  สามารถได้ยินเสียงได้อย่างชัดเจน โดยมันจะทำหน้าที่ขยายเสียงให้เสียงมีความดังในระดับที่ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการรับฟังพอดี ไม่เบาหรือว่าดังจนเกินไปโดยเจ้าอุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่ขยายเสียงทุกเสียงตามสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง เครื่องช่วยฟังจะไม่สามารถตั้งค่าแยกเสียงเฉพาะที่อยากได้ยินได้  ซึ่งปัญหาที่ยังพบอยู่สำหรับเครื่องช่วยฟังคือ เสียงที่ได้ยินจะยังไม่ค่อยเป็นธรรมชาติมากนัก เพราะผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการได้ยิน จะรับรู้ได้ว่าเป็นการพูดผ่านลำโพง

สำหรับเครื่องช่วยฟังปัจจุบันมี 3 แบบด้วยกันคือ 

  1. แบบกล่อง  สำหรับข้อดีของเครื่องช่วยฟังที่เป็นแบบกล่องคือ เป็นเครื่องช่วยฟังที่มีกำลังขยายสูง และแบตเตอรี่สามารถหาซื้อมาเปลี่ยนได้ง่ายมีขายทุกที่ตามร้านค้าทั่วไป และอุปกรณ์มีขนาดใหญ่สมารถหยิบมาใช้งานได้ง่าย แต่เครื่องช่วยฟังแบบกล่องก็มีข้อเสีย เช่น เสียงไม่เรียบเนียนเป็นธรรมชาติ  เวลาใช้งานอาจะมีเสียงรบกวนการจากเสียดสี และตัวเครื่องใหญ่เกิดไปไม่สะดวกในการใช้งาน ที่สำคัญเนื่องจากเป็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องใช้กับหูฟังที่มีสายมาเสียบทำให้ดูเกะกะวุ่นวาย
  2. แบบหลังหู  สำหรับข้อดีของเครื่องช่วยฟังแบบนี้คือ ตัวเครื่องขนาดเล็กกะทัดรัด ใช้งานสะดวก เสียงจะฟังนุ่มนวลเป็นธรรมชาติมากกว่าแบบแรก และมีระดับการได้ยินของเสียงหลายระดับให้เลือกที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ส่วนข้อเสียนั้นจะมีปัญหาตรงแบตเตอรี่จะหาซื้อได้ค่อนข้างยากเพราะเป็นถ่านสำหรับใช้กับเครื่องช่วยฟังโดยเฉพาะ เราไม่สามารถซื้อถ่านนาฬิกามาใส่แทนได้
  3. แบบที่ใส่ในช่องหู  สำหรับข้อดีของเครื่องช่วยฟังแบบนี้คือ อุปกรณ์จะเล็กมาก คนจะมองได้เห็นยากว่าเราใช้เครื่องช่วยฟัง จะดูเป็นธรรมชาติมากและที่สำคัญคุณภาพของเสียงก็ดีมาก เป็นธรรมชาติมากกว่าสองแบบแรก ส่วนข้อเสียก็คือ แบตเตอรี่ที่ใช้งานจะเป็นแบตเตอรี่ชนิดพิเศษที่ใช้กับเจ้าเครื่องนี้โดยเฉพาะเท่านั้น เอาแบตเตอรี่อื่นมาใส่แทนไม่ได้ และเนื่องจากอุปกรณ์มีขนาดเล็กปุ่มกด หรือกำลังขยายเสียงจะเล็กตามไปด้วย การกดปุ่มจะค่อนข้างลำบาก

อันตรายจากการใช้หูฟัง

หากใช้หูฟังมากเกินไประวังจะได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องช่วยฟังแทนนะจ๊ะ

              หูฟังเป็นอุปกรณ์เสริมที่เอาไว้เชื่อมต่อกับมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ และ Laptopเมื่อเราจำเป็นต้องการใช้อุปกรณ์เหล่านี้และต้องฟังเสียงไปพร้อมๆกัน และสำหรับบางคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว  ผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะนิยมใช้หูฟังเมื่อต้องออกจากบ้านเวลาที่นั่งบนรถเมล์ รถตู้ รถไฟฟ้า หรือเวลาเดินตามถนนต่างๆ

เพื่อเป็นการป้องกันเสียงจากสิ่งที่เรากำลังฟังไปรบกวนคนอื่นที่อยู่ข้างๆเรา โดยส่วนใหญ่แล้วคนเรามักใช้หูฟังเวลาที่ต้องการได้ยินเสียงดังๆ เช่น เมื่อต้องการฟังเพลง  หรือเล่นเกม หรือดูหนังผ่านมือถือ แต่หูฟังใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเท่านั้นหากเราใช้งานหูฟังมากเกินไป เปิดเสียงดังมากเกินไป

หูฟังก็จะกลับมาเป็นอันตรายต่อหูเขาเราได้เหมือนกัน เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่า หากหูของเราได้รับเสียงดังมากๆนานเกิดไป จะทำให้หูเกิดการอักเสบ เกิดปัญหาหูตึงตามมาได้ ซึ่งหากไม่รีบรักษาก็อาจจะกลายเป็นโรคหูหนวก โดยจะเปลี่ยนจากคนที่หูปกติดี กลับต้องมาใช้เครื่องช่วยฟังแทน

ในปัจจุบันผู้ผลิตและจำหน่ายหูฟังมีการผลิตหูฟังออกมาเพื่อจำหน่ายให้กับประชาชน อยู่ประมาณ 3 แบบด้วยกันคือ แบบครอบหู  แบบเอียร์บัดและแบบเสียบหู ซึ่งทั้ง3 แบบจะมีลักษณะของหูฟังที่แตกต่างกันออกไป สำหรับหูฟังแบบครอบหู แบบนี้จะมีลักษณะอันใหญ่เทอะทะ ความนิยมในการใช้หูฟังแบบที่ครอบหูจะนิยมเป็นพักๆ ส่วนใหญ่จะมีการใช้งานอยู่ที่บ้านและที่ทำงานเพราะสะดวกในการใช้งานมากกว่าที่จะนำออกมาใช้งานข้างนอกซึ่งหูฟังแบบนี้สามารถป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดังนั้นการเปิดเสียงเพื่อฟังสิ่งที่ต้องการจึงไม่ต้องเปิดเสียงดังมาก

ส่วนหูฟังแบบเอียร์บัดคนส่วนใหญ่นิยมใช้หากต้องออกไปข้างนอกบ้านเพราะพกพาสะดวกแต่ไม่ควรใช้นานเกินไป เพราะหูฟังแบบนี้จะมีเสียงจากภายนอกเข้าไปรบกวนทำให้ต้องเปิดเสียงดังส่งผลทำให้เจ็บหูและเกิดการหูอักเสบได้ซึ่งหากปล่อยไว้นอนเกินไปอาจจะทำให้ต้องใช้ เครื่องใช้ฟัง แทนหูฟังก็ได้เพราะหูจะหนวกเสียก่อน ส่วนอีกอันคือหูฟังแบบเสียบหูสำหรับหูฟังชนิดนี้จะสามารถป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้

แต่ก็ไม่ควรใช้นานเกินไปเช่นเดียวกัน เพราะการใช้หูฟังติดต่อกันเป็นเวลานานจะพบว่าเราจะรู้สึกเจ็บหู และหากยังใช้งานต่อเนื่องไปเรื่อยจะทำให้หูของเราอักเสบจนต้องหันมาใช้เครื่องช่วยฟังแทนการใช้หูฟังก็ได้

น้ำมันมะกอก ประโยชน์ดีๆ ที่คู่ควร

น้ำมันมะกอก ประโยชน์ดีๆ ที่คู่ควร
รายงานจาก “โครงการอาหารไทยหัวใจดี” โดยมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังกล่าวว่า น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอกได้รับเลือกให้เป็นน้ำมันที่ดีต่อร่างกาย โดยสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ อาทิเช่น เบาหวาน โรคมะเร็งและก็โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ หรือเส้นโลหิต เพราะเหตุว่าน้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอกมีสารอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็น โพลิฟีนอล สารต้านอนุมูลอิสระ กรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามินอี วิตามินเค และก็กรดไขมันโอเมก้า

จากการทดลองเกี่ยวกับน้ำมันมะกอกว่าเพราะเหตุใดสารอาหารกลุ่มนี้ที่อยู่ในน้ำมันมะกอกถึงมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเรา

โพลิฟีนอลและสารต้านอนุมูลอิสระ
คุณค่าต่างๆ ที่ได้จากโพลิฟีนอลมักอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยต่อต้านการชำรุดทรุดโทรมของเซลล์ สารอาหารพวกนี้ยังช่วยในหัวข้อการลดภาวะอารมณ์เคร่งเคลียด จัดแจงกับลักษณะของการเจ็บปวด ช่วยชะลอวัย ทั้งยังช่วยคุ้มครองสภาวะโรคสมองเสื่อม ภาวการณ์เส้นโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวานรวมทั้งโรคมะเร็งบางประเภทด้วย

วิตามินเค
วิตามินเคเป็นวิตามินที่มีความหมายสำหรับเพื่อการสร้างโปรตีนซึ่งช่วยคุ้มครองป้องกันการแข็งตัวของเลือด ช่วยสร้างกระดูกใหม่รวมทั้งช่วยเรื่องความสมดุลของแคลเซียม คุณค่าที่ได้จากการกินวิตามินเคอย่างสม่ำเสมอเป็น การช่วยสร้างเสริมสารอาหารรวมทั้งโปรตีนต่างๆ ที่มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาแผล ทั้งยังช่วยเสริมแคลเซียมสำหรับการผลิตมวลกระดูกและคุ้มครองป้องกันกระดูกพรุน

วิตามินอี
วิตามินอี มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อป้องกันการทำลายเซลล์ ช่วยลดการเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจรวมทั้งโรคมะเร็ง โดยมีส่วนช่วยต่อต้านการรับเชื้อรวมทั้งยังช่วยคุ้ปกป้องความปกติของสายตาอีกด้วย

กรดไขมันโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3
กรดไขมันโอเมก้า 6 และโอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งร่างกายมนุษย์พวกเราไม่สามารถที่จะผลิตเองได้ จำต้องจะได้รับจากการทานอาหาร ถ้าเกิดขาดกรดไขมันโอเมก้าพวกนี้ อาจจะส่งผลให้หลักการทำงานของร่างกายผิดพลาดรวมทั้งมีการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ นี่ก็เลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าเพราะเหตุใดกรดไขมันโอเมก้า 6 รวมทั้งโอเมก้า 3 ถึงจำเป็น กรดไขมันโอเมก้า 6 นั้นสำคัญต่อการดำเนินชีวิต กรดไขมันโอเมก้า 3 เองมีหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะมีส่วนช่วยสำหรับในการไหลเวียนโลหิต ลักษณะการทำงานของหัวใจและระบบกรรมพันธุ์ต่างๆ ทั้งนี้จำนวนที่ดีที่สุดที่แนะนำให้บริโภคกรดไขมันโอเมก้า 6 รวมทั้งโอเมก้า 3 ในสัดส่วน 4 ต่อ 1 ยิ่งใกล้เคียงจำนวนนี้เยอะแค่ไหน ยิ่งดีแค่นั้น น้ำมันปาล์มทั่วๆ ไปมีส่วนประกอบของกรดไขมันโอเมก้า 6 รวมทั้งโอเมก้า 3 ในรูปร่าง 45.5 ต่อ 1 น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากรำข้าวในรูปร่าง 20 ต่อ 1 แต่ว่าน้ำมันที่สกัดจากมะกอกนั้นดีต่อร่างกายมากกว่า เพราะว่ามีรูปทรงของกรดไขมันที่กล่าวไปในรูปร่าง 12.89 ต่อ 1 ซึ่งใกล้เคียงรูปร่างที่เสนอแนะไปมากที่สุดนั่นเอง

วิธีปรับพฤติกรรมการกินเนื้อแดงให้น้อยลง

เนื้อแดงคืออะไร?
เนื้อแดงในที่นี้หมายถึงเนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อแกะ เนื้อจากสัตว์ใหญ่ อาจจะรวมถึงเนื้อหมู และเนื้อแปรรูปด้วยเช่นกัน เพราะว่าเนื้อเหล่านี้ส่งผลให้เราเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือด โรคไขมัน โรคหัวใจ และมะเร็งได้นั่นเอง

วิธีปรับพฤติกรรมการกินเนื้อแดงให้น้อยลง
1. รับประทานเนื้อขาว ในแบบเดียวกันกับที่ปรุงเนื้อแดง
อย่างเช่นหากเราชอบกินข้องปิ้งย่าง ลองเปลี่ยนจากเนื้อย่างเนื้อปิ้ง มาลองเลือกกินไก่ย่าง เนื้อปลาย่าง ไก่ปิ้ง ปลาเปาดูบ้าง โดยใช้วิธีปรุงในแบบเดียวกันกับที่ปรุงเนื้อวัว แม้ว่ารสชาติของเนื้อจะต่างกัน แต่อย่างน้อยการที่ปรุงในแบบเดียวกันสไตล์เดียวกันก็ยังช่วยทำให้เกิดความอร่อยขึ้นได้

2. กินเนื้อขาวให้หลากหลาย
แทนที่จะกินแต่อกไก่ต้ม หรือปลาย่างบ่อยๆ สามารถเลือกทำเมนูให้มีรสชาติหลายหลายในแต่ละมื้อได้ เช่น ต้มยำไก่ เมี่ยงปลาทู ไก่ผัดเปรี้ยวหวาน ฉู่ฉี่ปลากะพง เป็นต้น จะช่วยให้เราค่อยๆ เปลี่ยนมาชอบกินเนื้อขาวเหล่านี้มากขึ้น

3. เลือกรับประทานของว่างที่มีประโยชน์
บางคนเลือกกินไส้กรอก แฮม หรือเนื้อแปรรูปอื่นๆ เวลาหิวระหว่างวัน แต่เราสามารถเลือกอาหารที่มีกินแล้วอิ่มท้องระหว่างวันแทนได้ เช่น ผักผลไม้ และธัญพืชต่างๆ หรืออาจจะเป็นกาแฟดำ หรือนมจืดสักแก้วก็ได้

4. ทำเนื้อแปรรูปกินเอง
เนื้อแปรรูปไม่ได้แย่ต่อร่างกายของเราเสมอไป หากใช้เนื้อสัตว์ที่มีุคณภาพ ไขมันต่ำ ดังนั้นหากหาสูตรทำเนื้อแปรรูป แล้วเลือกเนื้อสัตว์คุณภาพทำกินเองที่บ้าน ก็ช่วยให้ได้กินเนื้อแปรรูปในแบบที่ต้องการได้ เช่น ไส้กรอกอกไก่ เป็นต้น

5. อย่ากินตอนหิวจัด
เชื่อว่าหลายคนกินเนื้อย่างตอนที่หิวจัด รวมถึงการเดินไปซื้อไส้กรอกมากินจากร้านสะดวกซื้อตอนกลางคืน นั่นอาจมาจากการที่ปล่อยให้ตัวเองหิวจัดจนอยากกินอะไรที่หนักท้อง ดังนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเองหิวจนขาดสติ พยายามกินข้าวให้ครบมื้อตรงเวลา จะช่วยให้เราอิ่มนานขึ้น และรีบเข้านอนให้เร็วขึ้น เพราะนอนเร็วก็ไม่หิว

อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า

ในวงการสูบบุหรี่ที่ในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด และมีวิธีการสูบที่ต่างกันไป ทั้งนี้มีการพัฒนาบุหรี่ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อทดแทนบุหรี่มวน ให้ทุกคนหันไปให้ความสนใจอันอื่นแทน ซึ่งนับว่าได้ผล เพราะมีวัยรุ่นหรือวัยอื่นๆ จำนวนมากที่หันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งมีความเชื่อว่าช่วยลดและเลิกอาการติดบุหรี่แบบมวนได้ และกลายเป็นไวรัลส่งต่อไปถึงคนที่รู้จักกันและขยายเป็นวงกว้าง ทำให้เทรนด์บุหรี่ไฟฟ้าได้รับความนิยมอย่างมาก และแน่นอนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกบุหรี่มวนได้ แต่นั่นแปลว่าทำให้หันมาติดบุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าก็มีอันตรายเหมือนกัน

ศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยข้อมูลว่า พบผู้ป่วยโรคปอดที่สันนิษฐานว่าสาเหตุของโรคนั้นมีโอกาสที่จะเป็นจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยมีผู้ป่วยมากถึง 450 รายภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน และพบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย เป็นที่น่ากลัวมากว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงมากถึงขั้นสภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
การสูบบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนนั้นมีโทษร้ายแรงแตกต่างกัน ซึ่งบุหรี่มวนมีความเสี่ยงต่อโรคถุงลมโป่งพองที่เนื้อปอดจะเสียหายช้า ๆ แบบผ่อนส่ง แต่บุหรี่ไฟฟ้าจะก่อให้เกิดผลที่เร็วกว่า ทำให้สามารถกล่าวได้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยให้การสูบบุหรี่นั้นดีขึ้นมาเลย

จุดเด่นของบุหรี่ไฟฟ้าที่ดึงดูดใจนักสูบให้หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะทั้งกลิ่นและรสที่มีให้เลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นขนม ผลไม้ ลูกอม ประกอบกับการออกแบบรูปลักษณ์ที่ทันสมัยน่าใช้สะดวกต่อการใช้งาน นอกจากกลิ่นและรสที่สามารถเลือกและปรับแต่งได้ ปริมาณมวลของนิโคตินที่จะได้รับก็สามารถเลือกได้เช่นกัน จนกลายเป็นกระแสที่หลายคนเปลี่ยนมาลองใช้แล้วติด ไม่ใช่เพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่อย่างที่เข้าใจกัน

หากคิดจะสูบบุหรี่ควรรู้ว่ามาตรฐานการผลิตน้ำยา E-Liquid ไม่มีมาตรฐานตามองค์การอาหารและยากำหนด ทำให้ไม่มีการควบคุมสารอันตรายที่ที่อยู่ในน้ำยาที่ส่งผลต่อร่างกายซึ่งอาจเป็นโลหะหนักและสารทำลายเซลล์ในปากและสารประกอบมากมายในไอบุหรี่ไฟฟ้าที่อันตรายต่อร่างกาย

แต่ทั้งนี้กลิ่นไอควันที่ออกมาจากบุหรี่ไฟฟ้าก็มีความหอมหวานมาก เพราะสามารถเลือกกลิ่นและรสที่ตัวเองชอบได้ ทำให้ง่ายต่อการที่เยาวชนจะหันมาลองและอาจส่งผลให้เกิดการเสพติดได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้เกิดการเสพติดนิโคตินเหลว มาถึงตรงนี้คงทราบแล้วว่า ไม่ว่าจะสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้านั้นล้วนแล้วแต่อันตรายต่อสุขภาพเหมือนกัน เพียงแต่แตกต่างกันที่รูปแบบของอันตราย อย่างไรก็ตามการสูบบุหรี่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หากเลิกได้ก็ควรที่จะเลิก อย่าปล่ยอให้ถึงวันที่สายเกินไป

กรดไหลย้อน ไม่อยากเป็นก็ป้องกันได้

โรคกรดไหลย้อน หรือภาษาเรียกว่า gastroesophageal reflux disease หรือชื่อย่อว่า GERD เป็นโรคที่ดูเหมือนจะเป็นโรคเล็กๆ ไม่รุนแรง ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นโรคที่แสนจะทรมาน และเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรบกวนการใช้ชีวิตของเราได้มากทีเดียว และไม่ว่าวัยใดมันก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุของกรดไหลย้อนมันเกิดจากภาวะน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีจู่ๆ ก็เกิดผิดปกติดันมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อน แล้วไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารและสร้างความระคายเคืองในหลอดอาหารขึ้น และทำให้ลำคอเปรี้ยว คือ มีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาทางปาก จนเกิดอาการระคายเคืองบริเวณลำคอ และแสบในอก หรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ และมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย โดยอาการที่กล่าวมานี้จะมักพบในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งส่งผลกับชีวิตประจำวันทำให้คุณทรมานแบบสุดๆ  คราวนี้ในเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ต้องหาวิธีแก้กันไป เราลองมาดูวิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อนที่นำมาแนะนำต่อไปนี้กันเถอะ!

วิธี ป้องกัน “กรดไหลย้อน”

  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นทำให้เกิดกรดไหลย้อน รวมถึงสังเกตปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปด้วย
  2. ไม่ควรทานอาหาร และดื่มน้ำมาก ๆ ระหว่างทานอาหาร
  3. ควรทานอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยง
  4. หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน อาหารย่อยยาก เนื้อติดมัน อาหารที่มีรสจัด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เปปเปอร์มินต์ เนย ไข่ นม กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
  5. ทิ้งช่วงเวลาทานอาหารจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
  6. เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเพื่อผ่อนคลายความเครียด
  7. งดสูบบุหรี่
  8. หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับแน่น โดยเฉพาะบริเวณท้อง
  9. ควรลดน้ำหนัก ในกรณีที่มีน้ำหนักเกิน
  10. เวลานอนควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นจากพื้นราบประมาณ 6-10 นิ้ว
  11. ทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลดขนาดยา หรือหยุดยาเอง และมาพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับขนาดยา
  12. หากป่วยอย่าซื้อยามาทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น

เทคนิคการป้องกันกรดไหลย้อนเหล่านี้เป็นเพียงคำแนะนำและการปฏิบัติเบื้องต้นเท่านั้น  ซึ่งทั้งนี้ต้องคำนึงถึงว่าหากเป็นผู้ป่วยที่ใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีภาวะแทรกซ้อน มีโรคแทรกซ้อน ยิ่งควรที่จะปฏิบัติเทคนิคนี้อย่างสม่ำเสมอ และหมั่นสังเกตอาการตนเองด้วยว่าดีขึ้นหรือแย่ลง ทั้งนี้เพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำของกรดไหลย้อน หรือถ้าเป็นหนักแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด

อันตรายจากการกินถั่วงอกดิบ

“ถั่วงอก” ผักที่พบในหลากหลายเมนูของอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องเคียงของก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอด ตำถาด หรือแม้กระทั่งผัดถั่วงอกที่เปลี่ยนจากผักเครื่องเคียงมาเป็นเมนูหลัก แม้ว่าถั่วงอกจะอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกันอยู่บ่อย ๆ แต่หากเป็น “ถั่วงอกดิบ” เราอาจไม่อยากแนะนำให้รับประทานกันสักเท่าไร เพราะอาจส่งผลเสียบางอย่างต่อร่างกายได้

อันตรายจากถั่วงอกดิบ
ถั่วงอกดิบพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซาลโมเนลลา หรืออีโคไล ซึ่งไม่ใช่แค่บ้านเราเท่านั้น ที่ต่างประเทศก็พบการปนเปื้อนของเชื้อโรคเช่นกัน เมื่อทำการเพาะถั่วงอก ความชื้นและอุณหภูมิของถั่วงอกในการเจริญเติบโต เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ถั่วงอกอาจพบสารฟอกสีที่มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูง เพราะผู้ผลิตบางรายนำสารฟอกขาวมาแช่ถั่วงอก เพื่อให้ถั่วงอกมีสีขาว อวบ น่ารับประทานและเก็บไว้จำหน่ายได้นาน

แม้ว่าจะมีสารฟอกขาวบางประเภทที่อนุญาตให้นำมาใช้ในอาหารได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ แต่เนื่องจากเป็นสารฟอกขาวที่มีฤทธิ์ในการฟอกต่ำ ผู้จำหน่ายจึงนิยมใช้สารฟอกขาวประเภทที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารมากกว่า คือ โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์มาผสม สารนี้มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูงกว่าประเภทแรก 2-3 เท่า สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่มีอันตรายต่อร่างกายเมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดอาการหายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน อุจจาระร่วง สำหรับผู้ที่แพ้อย่างรุนแรงหรือป่วยเป็นโรคหอบหืดจะมีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการช็อค หมดสติและอาจเสียชีวิตได้

วิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากถั่วงอก
หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วงอกดิบหากไม่ทราบแหล่งผลิตที่ชัดเจน

ปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทานเสมอ อาจบอกร้านอาหารให้ลวก หรือปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยว และเมนูอาหารอื่น ๆ เป็นต้น การปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทาน จะทำให้สารไฮโดรซัลไฟต์ที่อาจมีอยู่ในถั่วงอกถูกทำลายด้วยความร้อน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการนำถั่วงอกดิบมารับประทานสด ๆ

ไม่ควรเลือกถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ

หากจำเป็นต้องรับประทานถั่วงอกดิบจริง ๆ ควรหลีกเลี่ยงถั่วงอกที่มีสีคล้ำ มีส่วนเน่าเสียปนอยู่เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

อ้วนเพราะกรรมพันธ์ุก็ลดน้ำหนักได้

อาจจะเป็นเรื่องน่าตกใจนิดๆ ถ้าจะบอกว่า บางคนอาจมี “กรรมพันธุ์อ้วน” มาตั้งแต่กำเนิด นั่นหมายความว่าคนๆ นั้นอาจมีความเสี่ยงที่จะอ้วนได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นความคิดที่ว่า “เราก็กินเท่ากัน แต่ทำไมฉันอ้วนกว่า” ก็อาจจะเป็นเรื่องจริงได้

กรรมพันธุ์อ้วน?
กรรมพันธุ์อ้วน อาจมาจากการที่พ่อแม่ของเราเป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีผลการวิจัยพบว่า หากมีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกจะมีโอกาสอ้วน 3 เท่า แต่ถ้าหากมีญาติพี่น้องอ้วนจะมีโอกาสอ้วนเพิ่มเป็น 3-7 เท่า แต่หากเด็กที่ทั้งพ่อและแม่อ้วนจะมีโอกาสอ้วนมากถึง 10 เท่า

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พันธุกรรมจะส่งผลทำให้เราอ้วนง่ายกว่าคนอื่นได้จริง แต่การที่เราจะอ้วนหรือไม่นั้นยังมีปัจจัยสำคัญอีกหลายอย่างที่ส่งผลต่อความอ้วนได้มากกว่ากรรมพันธุ์ ดังนั้นหากสามารถควบคุมอาหาร และออกกำลังกายเป็นประจำได้ ก็จะสามารถรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีกรรมพันธุ์อ้วนหรือไม่?
สามารถสังเกตได้จากภายนอกเองว่ามีพ่อหรือแม่ที่เป็นโรคอ้วนหรือเปล่า โดยลักษณะของคนอ้วนกรรมพันธุ์อ้วนทั้งตัว ขาหนีบติด ไขมันในเลือดสูง แต่ก็ไม่แน่เสมอไป หากอยากทราบให้แน่ใจสามารถเจาะเลือดตรวจกับแพทย์ เพราะไขมันในเลือดสามารถบอกได้ว่าคุณอ้วนเพราะกรรมพันธุ์หรือไม่

หากมีกรรมพันธุ์อ้วน จะลดน้ำหนักอย่างไร?
การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนที่มีความเสี่ยงอ้วนง่ายกว่าคนอื่น คือ การวิ่ง ตามมาด้วยการปีนเขา เดินเร็ว เต้นรำ และโยคะ โดยต้องออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอราว 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมถึงการควบคุมอาหารโดยลดแป้งขัดสี และน้ำตาลให้น้อยลง เพิ่มโปรตีนไขมันต่ำ ธัญพืช และผักผลไม้ (ที่แป้งและน้ำตาลต่ำ) ให้มากขึ้น ที่สำคัญคือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เข้านอนดึกจนเกินไป เพราะยิ่งนอนดึก ยิ่งเสี่ยงอ้วนง่ายเช่นกัน

ควรรู้เกี่ยวกับการเลือกซื้ออาหารเสริมบำรุงตับ

เคยรู้ไหมว่าจริงๆแล้วในร่างกายของคนเรานั้นมีน้ำหนักประมาณคร่าวๆได้หนึ่งจุดสี่กิโลกรัม

เป็นน้ำหนักที่ชั่งได้จามมาตราฐานของคนเราซึ่งทุกคนจะมีเท่าๆกันไม่เปลี่ยนไปจากนี้ หากใครที่มีต่างจากนี้จะถือว่าผิดปกติ อาจเรียกได้ว่าเป็นคนพิการเลยก็ว่าได้ และในร่างกายของคนเรานั้นจะทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยร่างกายไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่นอน

และรู้ไหมว่าอวัยวะที่หนักมากถึงหนึ่งจุดสี่กิโลกรัมนั้นคือตับของคุณเอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่หนักที่สุดภายในร่างกาย และตับนั้นเปรียบสะเหมือนได้กับอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายของเราเลยก็ว่าได้ ทุกๆคนล้วนมีตับอยู่ในร่างกายทุกคนแต่ขนาดของตับนั้นจะไม่เท่ากัน

หน้าที่ของตับนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายหน้าที่ เช่น หน้าที่ของตับเป็นเหมือนกับโกดังค่อยเก็บสินค้า โดยสินค้าที่ว่านี้ก็คืออาหารตับจะค่อยเก็บอาหารที่เรากินเขาไปไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ผักหรือผลไม้ต่างๆ ตับจะเก็บอาหารเหล่านั้นแล้วมาเปลี่ยนสภาพเป็นสารอาหารที่ร่างกายทุกคนต้องการเพื่อให้ร่างกายได้ขับเคลื่อนและมีชีวิตต่อไปในอนาคต และตับก็เป็นดังศูนย์กลางในการผลิต จะค่อยผลิตสารอาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้โดยการเก็บสารอาหารเหล่านั้นมาผลิตและแปรรูปในเวลาเดียวกันโดยแต่ล่ะหน้าที่ของตับจะเกี่ยวเนื่องกันทุกๆองค์ประกอบด้วย

จะขาดหน้าที่ไหนไม่ได้เลย และถ้าเราไม่มีตับหรือตับของเราเกิดพังรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น ร่างกายของคนเราจะไม่สามารถทำงานได้เลย คุณจะค่อยๆตายไปเพราะว่า ไม่มีแหล่งผลิตสารอาหาร ไม่มีแหล่งกักเก็บอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมาใช้ประโยชน์ เมื่อไม่มีลำไส้ต่างๆก็ไม่สามารถส่งอะไรไปเลี้ยงกระเพราะอาหาร และ ไม่มีอะไรสามารถไปเลี้ยงสมองได้เลย ตับจึงเรียกได้ว่าเป็นพี่ใหญ่ ที่สุดในร่างกายของเราก็ว่าได้

แต่ทว่านอกจากการดูแลร่างกายและตับด้วยการออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์แล้วนั้น ยังมี อาหารเสริมบำรุงตับ อีกด้วย ที่เป็นตัวช่วยในการดูแลตับเพิ่มอีกวิธีหนึ่ง

ทำความรู้จักกับโรคผื่นแพ้ต่อมน้ำมัน

สถาบันโรคผิวหนังชี้ โรคผื่นแพ้ต่อมน้ำมัน ซึ่งเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย แต่ไม่ติดต่อด้วยการสัมผัส ดังนั้นการดูแลตนเองและรักษาภายใต้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะช่วยลดการกำเริบของโรคได้

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง โดยส่วนใหญ่ความรุนแรงของโรคไม่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่มีอาการเรื้อรังเป็นๆหายๆ ก่อความรำคาญ รบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน และมีผลต่อจิตใจ ความมั่นใจและบุคลิกภาพของผู้ป่วย เช่นโรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน หรือ “เซ็บเดิม” เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย แม้ไม่เป็นโรคติดต่อแต่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเพื่อควบคุมโรคและรักษาที่ตรงจุด ป้องกัน และลดข้อแทรกซ้อนจากยา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลตัวเองเพื่อลดการเห่อ หรือกำเริบของโรค หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรค เช่น ความเครียด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แสงแดด พักผ่อนไม่เพียงพอ และควรล้างหน้าด้วยสบู่ที่ไม่ระคายเคืองต่อผิว หมั่นทาครีมบำรุง ดูแลผิวให้ชุ่มชื้น ใช้เครื่องสำอางชนิดที่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคผื่นแพ้ต่อมน้ำมัน อาการมักเกิดบริเวณผิวหนังที่มีต่อมไขมันเป็นจำนวนมาก เช่น หนังศีรษะ ไรผม ข้างจมูก คิ้ว หน้าอก โดยจะมีลักษณะเป็นขุยสีเหลือง มันวาว มีผื่นแดง พบได้ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป เด็กทารกในช่วง 3 เดือนแรกหลังคลอด โดยพบสะเก็ดหนาสีเหลือง เป็นมันติดแน่นเป็นแผ่น ซึ่งอาจเกิดจากฮอร์โมนที่แม่ถ่ายทอดไปยังลูก แต่หายได้เอง สำหรับผู้ใหญ่อาการที่เป็นจะเป็นๆ หายๆ ตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่น หน้าหนาวผื่นจะกำเริบได้บ่อยกว่า และอาจดีขึ้นในหน้าร้อนผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยโรคเอดส์ อาจจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคที่แน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยต่างๆ มีผลต่อการเกิดโรค เช่น ฮอร์โมนการติดเชื้อราบางชนิดยาบางอย่าง ขาดสารอาหาร การถ่ายทอดทางพันธุกรรม อย่างไรก็ตามในเด็กทารกส่วนมากจะหายได้เอง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง หรือมีการอักเสบเรื้อรัง แพทย์จะให้ใช้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับการทาครีมบำรุงผิว สำหรับผู้ใหญ่ผื่นจะเป็นเรื้อรัง เป็นๆหายๆ การรักษาจะเน้นที่การควบคุมโรคมากกว่าที่จะรักษาให้หายขาด เช่นใช้ยาสระผมที่ช่วยลดรังแค ขุยที่หนังศีรษะส่วนบริเวณที่เกิดผื่นหนาอักเสบมากอาจทายาสเตียรอยด์ร่วมด้วย ผื่นแพ้ต่อมไขมัน ที่ใบหน้า ข้างจมูก คิ้ว แนะนำให้ใช้ยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผิวหนังภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง