คลังเก็บผู้เขียน: admin

กรดไหลย้อน ไม่อยากเป็นก็ป้องกันได้

โรคกรดไหลย้อน หรือภาษาเรียกว่า gastroesophageal reflux disease หรือชื่อย่อว่า GERD เป็นโรคที่ดูเหมือนจะเป็นโรคเล็กๆ ไม่รุนแรง ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นโรคที่แสนจะทรมาน และเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรบกวนการใช้ชีวิตของเราได้มากทีเดียว และไม่ว่าวัยใดมันก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุของกรดไหลย้อนมันเกิดจากภาวะน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีจู่ๆ ก็เกิดผิดปกติดันมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อน แล้วไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารและสร้างความระคายเคืองในหลอดอาหารขึ้น และทำให้ลำคอเปรี้ยว คือ มีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาทางปาก จนเกิดอาการระคายเคืองบริเวณลำคอ และแสบในอก หรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ และมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย โดยอาการที่กล่าวมานี้จะมักพบในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งส่งผลกับชีวิตประจำวันทำให้คุณทรมานแบบสุดๆ  คราวนี้ในเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ต้องหาวิธีแก้กันไป เราลองมาดูวิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อนที่นำมาแนะนำต่อไปนี้กันเถอะ!

วิธี ป้องกัน “กรดไหลย้อน”

  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นทำให้เกิดกรดไหลย้อน รวมถึงสังเกตปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปด้วย
  2. ไม่ควรทานอาหาร และดื่มน้ำมาก ๆ ระหว่างทานอาหาร
  3. ควรทานอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยง
  4. หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน อาหารย่อยยาก เนื้อติดมัน อาหารที่มีรสจัด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เปปเปอร์มินต์ เนย ไข่ นม กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
  5. ทิ้งช่วงเวลาทานอาหารจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
  6. เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเพื่อผ่อนคลายความเครียด
  7. งดสูบบุหรี่
  8. หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับแน่น โดยเฉพาะบริเวณท้อง
  9. ควรลดน้ำหนัก ในกรณีที่มีน้ำหนักเกิน
  10. เวลานอนควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นจากพื้นราบประมาณ 6-10 นิ้ว
  11. ทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลดขนาดยา หรือหยุดยาเอง และมาพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับขนาดยา
  12. หากป่วยอย่าซื้อยามาทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น

เทคนิคการป้องกันกรดไหลย้อนเหล่านี้เป็นเพียงคำแนะนำและการปฏิบัติเบื้องต้นเท่านั้น  ซึ่งทั้งนี้ต้องคำนึงถึงว่าหากเป็นผู้ป่วยที่ใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีภาวะแทรกซ้อน มีโรคแทรกซ้อน ยิ่งควรที่จะปฏิบัติเทคนิคนี้อย่างสม่ำเสมอ และหมั่นสังเกตอาการตนเองด้วยว่าดีขึ้นหรือแย่ลง ทั้งนี้เพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำของกรดไหลย้อน หรือถ้าเป็นหนักแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด

อันตรายจากการกินถั่วงอกดิบ

“ถั่วงอก” ผักที่พบในหลากหลายเมนูของอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องเคียงของก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอด ตำถาด หรือแม้กระทั่งผัดถั่วงอกที่เปลี่ยนจากผักเครื่องเคียงมาเป็นเมนูหลัก แม้ว่าถั่วงอกจะอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกันอยู่บ่อย ๆ แต่หากเป็น “ถั่วงอกดิบ” เราอาจไม่อยากแนะนำให้รับประทานกันสักเท่าไร เพราะอาจส่งผลเสียบางอย่างต่อร่างกายได้

อันตรายจากถั่วงอกดิบ
ถั่วงอกดิบพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซาลโมเนลลา หรืออีโคไล ซึ่งไม่ใช่แค่บ้านเราเท่านั้น ที่ต่างประเทศก็พบการปนเปื้อนของเชื้อโรคเช่นกัน เมื่อทำการเพาะถั่วงอก ความชื้นและอุณหภูมิของถั่วงอกในการเจริญเติบโต เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ถั่วงอกอาจพบสารฟอกสีที่มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูง เพราะผู้ผลิตบางรายนำสารฟอกขาวมาแช่ถั่วงอก เพื่อให้ถั่วงอกมีสีขาว อวบ น่ารับประทานและเก็บไว้จำหน่ายได้นาน

แม้ว่าจะมีสารฟอกขาวบางประเภทที่อนุญาตให้นำมาใช้ในอาหารได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ แต่เนื่องจากเป็นสารฟอกขาวที่มีฤทธิ์ในการฟอกต่ำ ผู้จำหน่ายจึงนิยมใช้สารฟอกขาวประเภทที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารมากกว่า คือ โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์มาผสม สารนี้มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูงกว่าประเภทแรก 2-3 เท่า สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่มีอันตรายต่อร่างกายเมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดอาการหายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน อุจจาระร่วง สำหรับผู้ที่แพ้อย่างรุนแรงหรือป่วยเป็นโรคหอบหืดจะมีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการช็อค หมดสติและอาจเสียชีวิตได้

วิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากถั่วงอก
หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วงอกดิบหากไม่ทราบแหล่งผลิตที่ชัดเจน

ปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทานเสมอ อาจบอกร้านอาหารให้ลวก หรือปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยว และเมนูอาหารอื่น ๆ เป็นต้น การปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทาน จะทำให้สารไฮโดรซัลไฟต์ที่อาจมีอยู่ในถั่วงอกถูกทำลายด้วยความร้อน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการนำถั่วงอกดิบมารับประทานสด ๆ

ไม่ควรเลือกถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ

หากจำเป็นต้องรับประทานถั่วงอกดิบจริง ๆ ควรหลีกเลี่ยงถั่วงอกที่มีสีคล้ำ มีส่วนเน่าเสียปนอยู่เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

อ้วนเพราะกรรมพันธ์ุก็ลดน้ำหนักได้

อาจจะเป็นเรื่องน่าตกใจนิดๆ ถ้าจะบอกว่า บางคนอาจมี “กรรมพันธุ์อ้วน” มาตั้งแต่กำเนิด นั่นหมายความว่าคนๆ นั้นอาจมีความเสี่ยงที่จะอ้วนได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นความคิดที่ว่า “เราก็กินเท่ากัน แต่ทำไมฉันอ้วนกว่า” ก็อาจจะเป็นเรื่องจริงได้

กรรมพันธุ์อ้วน?
กรรมพันธุ์อ้วน อาจมาจากการที่พ่อแม่ของเราเป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีผลการวิจัยพบว่า หากมีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกจะมีโอกาสอ้วน 3 เท่า แต่ถ้าหากมีญาติพี่น้องอ้วนจะมีโอกาสอ้วนเพิ่มเป็น 3-7 เท่า แต่หากเด็กที่ทั้งพ่อและแม่อ้วนจะมีโอกาสอ้วนมากถึง 10 เท่า

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พันธุกรรมจะส่งผลทำให้เราอ้วนง่ายกว่าคนอื่นได้จริง แต่การที่เราจะอ้วนหรือไม่นั้นยังมีปัจจัยสำคัญอีกหลายอย่างที่ส่งผลต่อความอ้วนได้มากกว่ากรรมพันธุ์ ดังนั้นหากสามารถควบคุมอาหาร และออกกำลังกายเป็นประจำได้ ก็จะสามารถรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีกรรมพันธุ์อ้วนหรือไม่?
สามารถสังเกตได้จากภายนอกเองว่ามีพ่อหรือแม่ที่เป็นโรคอ้วนหรือเปล่า โดยลักษณะของคนอ้วนกรรมพันธุ์อ้วนทั้งตัว ขาหนีบติด ไขมันในเลือดสูง แต่ก็ไม่แน่เสมอไป หากอยากทราบให้แน่ใจสามารถเจาะเลือดตรวจกับแพทย์ เพราะไขมันในเลือดสามารถบอกได้ว่าคุณอ้วนเพราะกรรมพันธุ์หรือไม่

หากมีกรรมพันธุ์อ้วน จะลดน้ำหนักอย่างไร?
การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนที่มีความเสี่ยงอ้วนง่ายกว่าคนอื่น คือ การวิ่ง ตามมาด้วยการปีนเขา เดินเร็ว เต้นรำ และโยคะ โดยต้องออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอราว 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมถึงการควบคุมอาหารโดยลดแป้งขัดสี และน้ำตาลให้น้อยลง เพิ่มโปรตีนไขมันต่ำ ธัญพืช และผักผลไม้ (ที่แป้งและน้ำตาลต่ำ) ให้มากขึ้น ที่สำคัญคือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เข้านอนดึกจนเกินไป เพราะยิ่งนอนดึก ยิ่งเสี่ยงอ้วนง่ายเช่นกัน

ควรรู้เกี่ยวกับการเลือกซื้ออาหารเสริมบำรุงตับ

เคยรู้ไหมว่าจริงๆแล้วในร่างกายของคนเรานั้นมีน้ำหนักประมาณคร่าวๆได้หนึ่งจุดสี่กิโลกรัม

เป็นน้ำหนักที่ชั่งได้จามมาตราฐานของคนเราซึ่งทุกคนจะมีเท่าๆกันไม่เปลี่ยนไปจากนี้ หากใครที่มีต่างจากนี้จะถือว่าผิดปกติ อาจเรียกได้ว่าเป็นคนพิการเลยก็ว่าได้ และในร่างกายของคนเรานั้นจะทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยร่างกายไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่นอน

และรู้ไหมว่าอวัยวะที่หนักมากถึงหนึ่งจุดสี่กิโลกรัมนั้นคือตับของคุณเอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่หนักที่สุดภายในร่างกาย และตับนั้นเปรียบสะเหมือนได้กับอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายของเราเลยก็ว่าได้ ทุกๆคนล้วนมีตับอยู่ในร่างกายทุกคนแต่ขนาดของตับนั้นจะไม่เท่ากัน

หน้าที่ของตับนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายหน้าที่ เช่น หน้าที่ของตับเป็นเหมือนกับโกดังค่อยเก็บสินค้า โดยสินค้าที่ว่านี้ก็คืออาหารตับจะค่อยเก็บอาหารที่เรากินเขาไปไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ผักหรือผลไม้ต่างๆ ตับจะเก็บอาหารเหล่านั้นแล้วมาเปลี่ยนสภาพเป็นสารอาหารที่ร่างกายทุกคนต้องการเพื่อให้ร่างกายได้ขับเคลื่อนและมีชีวิตต่อไปในอนาคต และตับก็เป็นดังศูนย์กลางในการผลิต จะค่อยผลิตสารอาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้โดยการเก็บสารอาหารเหล่านั้นมาผลิตและแปรรูปในเวลาเดียวกันโดยแต่ล่ะหน้าที่ของตับจะเกี่ยวเนื่องกันทุกๆองค์ประกอบด้วย

จะขาดหน้าที่ไหนไม่ได้เลย และถ้าเราไม่มีตับหรือตับของเราเกิดพังรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น ร่างกายของคนเราจะไม่สามารถทำงานได้เลย คุณจะค่อยๆตายไปเพราะว่า ไม่มีแหล่งผลิตสารอาหาร ไม่มีแหล่งกักเก็บอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมาใช้ประโยชน์ เมื่อไม่มีลำไส้ต่างๆก็ไม่สามารถส่งอะไรไปเลี้ยงกระเพราะอาหาร และ ไม่มีอะไรสามารถไปเลี้ยงสมองได้เลย ตับจึงเรียกได้ว่าเป็นพี่ใหญ่ ที่สุดในร่างกายของเราก็ว่าได้

แต่ทว่านอกจากการดูแลร่างกายและตับด้วยการออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์แล้วนั้น ยังมี อาหารเสริมบำรุงตับ อีกด้วย ที่เป็นตัวช่วยในการดูแลตับเพิ่มอีกวิธีหนึ่ง

ทำความรู้จักกับโรคผื่นแพ้ต่อมน้ำมัน

สถาบันโรคผิวหนังชี้ โรคผื่นแพ้ต่อมน้ำมัน ซึ่งเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย แต่ไม่ติดต่อด้วยการสัมผัส ดังนั้นการดูแลตนเองและรักษาภายใต้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะช่วยลดการกำเริบของโรคได้

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง โดยส่วนใหญ่ความรุนแรงของโรคไม่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่มีอาการเรื้อรังเป็นๆหายๆ ก่อความรำคาญ รบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน และมีผลต่อจิตใจ ความมั่นใจและบุคลิกภาพของผู้ป่วย เช่นโรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน หรือ “เซ็บเดิม” เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย แม้ไม่เป็นโรคติดต่อแต่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังเพื่อควบคุมโรคและรักษาที่ตรงจุด ป้องกัน และลดข้อแทรกซ้อนจากยา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลตัวเองเพื่อลดการเห่อ หรือกำเริบของโรค หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรค เช่น ความเครียด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แสงแดด พักผ่อนไม่เพียงพอ และควรล้างหน้าด้วยสบู่ที่ไม่ระคายเคืองต่อผิว หมั่นทาครีมบำรุง ดูแลผิวให้ชุ่มชื้น ใช้เครื่องสำอางชนิดที่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคผื่นแพ้ต่อมน้ำมัน อาการมักเกิดบริเวณผิวหนังที่มีต่อมไขมันเป็นจำนวนมาก เช่น หนังศีรษะ ไรผม ข้างจมูก คิ้ว หน้าอก โดยจะมีลักษณะเป็นขุยสีเหลือง มันวาว มีผื่นแดง พบได้ในผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป เด็กทารกในช่วง 3 เดือนแรกหลังคลอด โดยพบสะเก็ดหนาสีเหลือง เป็นมันติดแน่นเป็นแผ่น ซึ่งอาจเกิดจากฮอร์โมนที่แม่ถ่ายทอดไปยังลูก แต่หายได้เอง สำหรับผู้ใหญ่อาการที่เป็นจะเป็นๆ หายๆ ตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่น หน้าหนาวผื่นจะกำเริบได้บ่อยกว่า และอาจดีขึ้นในหน้าร้อนผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยโรคเอดส์ อาจจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคที่แน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยต่างๆ มีผลต่อการเกิดโรค เช่น ฮอร์โมนการติดเชื้อราบางชนิดยาบางอย่าง ขาดสารอาหาร การถ่ายทอดทางพันธุกรรม อย่างไรก็ตามในเด็กทารกส่วนมากจะหายได้เอง แต่ในรายที่เป็นรุนแรง หรือมีการอักเสบเรื้อรัง แพทย์จะให้ใช้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับการทาครีมบำรุงผิว สำหรับผู้ใหญ่ผื่นจะเป็นเรื้อรัง เป็นๆหายๆ การรักษาจะเน้นที่การควบคุมโรคมากกว่าที่จะรักษาให้หายขาด เช่นใช้ยาสระผมที่ช่วยลดรังแค ขุยที่หนังศีรษะส่วนบริเวณที่เกิดผื่นหนาอักเสบมากอาจทายาสเตียรอยด์ร่วมด้วย ผื่นแพ้ต่อมไขมัน ที่ใบหน้า ข้างจมูก คิ้ว แนะนำให้ใช้ยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของผิวหนังภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง

สำคัญแค่ไหนกับการหมั่นตรวจสุขภาพ

  • เชื่อว่าหลายท่านอาจเคยสงสัยว่าทำไมเราต้องไปตรวจสุขภาพด้วย ทั้ง ๆ ที่ก็แข็งแรงดีไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร และความรู้สึกของบางท่านอาจคิดว่าการไปหาหมอนี้จะต้องหมายถึงการเจ็บป่วยเท่านั้น จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องไปตรวจสุขภาพ แต่แท้ที่จริงแล้วการตรวจสุขภาพเป็นประจำเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะสภาวะในปัจจุบันสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราเต็มไปด้วยมลพิษ ซึ่งอาจปนเปื้อนมากับอากาศที่เราหายใจเข้าไปหรืออาหารที่เรารับประทาน จนก่อให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ ตามมาโดยที่เราไม่คาดคิด ดังนั้นการตรวจสุขภาพก็เป็นการประเมินเบื้องต้นว่าเรามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคใดหรือไม่ หากพบแต่เนิ่น ๆ ก็ถือเป็นความโชคดีที่แพทย์จะได้วินิจฉัยและรักษาได้ทันท่วงที รวมทั้งเราจะได้ระมัดระวังตัวในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เสี่ยงต่อการพัฒนาของโรคร้ายนั้น ๆ เช่น อาหารการกิน สภาพแวดล้อม เหล่านี้เป็นต้น

 

  • ส่วนขอบเขตในการตรวจสุขภาพของแต่ละท่านอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะองค์ประกอบต่าง ๆ ก็จะก่อให้เกิดโรคที่แตกต่างกันไป เช่น เพศ อายุ กรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อม เหล่านี้เป็นเบื้องต้น โดยปกติทั่วไปที่แพทย์จะทำการตรวจนั้นก็จะเริ่มตั้งแต่วัดชีพจรและความดันโลหิตว่าสูงหรือต่ำไปหรือไม่ ตรวจเลือดเพื่อหาความผิดปกติ วัดระดับเคอเรสเตอรอลและน้ำตาลในเส้นเลือด ตรวจเอ็กซเรย์คลื่นหัวใจและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ตรวจปัสสาวะเพื่อหาความผิดปกติของตับไต ตรวจเอ็กซเรย์ปอดเพื่อดูว่ามีจุดผิดปกติหรือไม่ แต่ส่วนที่แตกต่างกันระหว่างชายหญิงก็คือ ผู้ชายจะมีการตรวจความเสี่ยงของมะเร็งต่อลูกหมากเป็นพื้นฐาน ส่วนผู้หญิงจะต้องตรวจมะเร็งเต้านมและตรวจมะเร็งปากมดลูกโดยใช้วิธีการตรวจภายใน

 

  • แต่หากมีอาการที่ผิดปกติและสันนิษฐานว่าอาจเป็นข้อบ่งชี้ของโรคภัยต่าง ๆ แพทย์ก็จะทำการตรวจจุดนั้นให้ละเอียดลึกลงไปโดยเฉพาะ ซึ่งโดยปกตินั้นเราควรมีการตรวจสุขภาพปีละครั้งเป็นอย่างต่ำ
    เห็นไหมล่ะคะว่าการตรวจสุขภาพเป็นประจำ มีข้อดีมากมายเหลือเกิน เพียงแค่เราสละเวลาไม่นานเพื่อแลกกับการดูแลและใส่ใจสุขภาพร่างกายของเราสักนิด เราก็จะสามารถลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ หากเราไม่เป็นอะไรก็สบายใจได้ แต่หากมีอาการอะไรเบื้องต้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะรักษาได้ทันท่วงที ในทางกลับกันหากเราไม่เคยตรวจสุขภาพเลยนั้นเราจะทราบได้อย่างไรว่าในร่างกายเราอาจมีโรคร้ายกำลังก่อตัวอยู่เงียบ ๆ ก็ได้ อย่างเช่นโรคมะเร็งที่ระยะแรก ๆ จะไม่แสดงอาการอะไรออกมาเลย แต่จะเริ่มแสดงเมื่อเข้าสู่ระยะที่สามและระยะสุดท้ายที่เป็นระยะแพร่กระจายซึ่งจะทำให้รักษาลำบาก ดังนั้น สละเวลาสักนิดไปตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อร่างกายของคุณและคนที่คุณรักกันเถอะค่ะ

เรื่องน่ารู้สำหรับคนรักสุขภาพ

ในปัจจุบันนี้โรคภัยกลายเป็นสิ่งใกล้ตัวที่คอยถามหาเราอยู่เสมอ เราจึงต้องดูแลสุขภาพกันให้ดีเป็นพิเศษ บางคนอาจจะสรรหาอาหารเสริมหรืออาหารบำรุงต่าง ๆ เพื่อบำรุงให้มีสุขภาพที่ดี ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วการมีสุขภาพดีอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ

กล้วย ช่วยลดอาการท้องอืดได้

ก่อนที่จะไปดูกันว่ากล้วยช่วยลดอาการท้องอืดได้อย่างไร เรามารู้จักกับอาการท้องอืดกันก่อน ท้องอืดเป็นอาการที่เกิดแก๊สจำนวนมากในกระเพาะอาหาร บางครั้งก็เกิดจากการรับประทานโซเดียมมากเกิน และเจ้ากล้วยนี่ล่ะค่ะที่จะช่วยทำให้อาการท้องอืดบรรเทาลงได้ เพราะกล้วยมีปริมาณโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะไปจัดการกับผลกระทบที่เกิดจากโซเดียมส่วนเกินทำให้อาหารท้องอืดเบาบางลง แต่ถ้าคุณไม่อยากท้องอืดละก็ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมมากเกินไปตั้งแต่แรกจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งอึดอัดไงล่ะ

น้ำในร่างกายจะทำให้น้ำหนักตัวของคุณจะขึ้นลงอย่างน้อยวันละ 1 – 2 กิโลกรัม

คุณเคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่าทำไมเวลาที่ชั่งน้ำหนักในตอนเช้าและตอนเย็นถึงต่างกัน ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้กินเยอะมากมาย แต่นั่นก็เป็นเพราะน้ำหนักของน้ำในร่างกายที่มาจากอาหารที่มีรสเค็มหรือภาวะมีประจำเดือนของคุณที่ทำให้น้ำหนักเหล่านี้ขึ้นหรือลงตลอดเวลา แต่ถ้าหากคุณต้องการที่จะจัดการกับเจ้าน้ำหนักของน้ำที่มีในร่างกายละก็ คุณควรจะไปปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาขับปัสสาวะก็ได้ค่ะ

การนั่งอยู่กับที่มากกว่าวันละ 11 ชั่วโมงทำให้อายุสั้นลง

การนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะตลอดเวลาโดยไม่ลุกไปไหนทั้งวันอาจจะทำให้คุณอายุสั้นลงโดยที่ไม่รู้ตัว นั่นก็เป็นเพราะว่าเมื่อร่างกายของเราไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลยก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย หรือแม้แต่ระบบไหลเวียนเลือด ดังนั้นถ้าอยากจะมีอาุยที่ยืนยาว ก็หมั่นลุกจากโต๊ะทำงานบ้างนะคะ แค่เพียงลุกไปเข้าห้องน้ำก็ช่วยได้มาก หรือถ้าไม่อยากลุกก็ลองยืดเส้นยืดสายที่โต๊ะทำงานดูนะคะ ก็ช่วยได้เหมือนกันค่ะ

ชาเขียวช่วยสร้างเสริมการทำงานของสมองได้

เรารู้กันดีว่าชาเขียวมีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะเจ้าชาเขียวนี่มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้ แต่อีกประโยชน์หนึ่งที่สำคัญก็คือ ชาเขียวช่วยสร้างเสริมการทำงานของสมองได้อีกด้วย โดยมีการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำจะช่วยทำให้มีความจำดีกว่าผู้ที่ไม่เคยดื่มเลย ได้รู้แบบนี้แล้วก็รีบหาชาเขียวมาดื่มดีกว่านะคะ

น้ำตาล ทำให้อาการช่วงมีประจำเดือนเลวร้ายลง

หลายคนมักคิดว่าการรับประทานของหวานในช่วงมีประจำเดือนจะช่วยให้อาการต่าง ๆ ที่เกิดในช่วงมีประจำเดือนลดลง แต่ที่จริงแล้วมันนี่ล่ะตัวร้ายที่ทำให้อาการเหล่านั้นยิ่งแย่ลง เพราะการรับประทานน้ำตาลมากเกินไปจะไปทำให้แมกนีเซียมในร่างกายลดลง ทำให้ท้องอืด ซึ่งท้องอืดเป็นอาการที่คุณคงไม่อยากจะเป็นในช่วงมีประจำเดือนแน่ ๆ ดังนั้นถ้ามีประจำเดือน เปลี่ยนจากของหวานมาทานของว่างที่ดีต่อสุขภาพอย่างเช่นผลไม้จะดีกว่านะคะ

ข้าวโอ๊ตช่วยให้อารมณ์ดี

เชื่อว่าใคร ๆ ก็คงอยากจะมีเช้าและวันทำงานที่สดใสใช่ไหมคะ อยากจะบอกว่าข้าวโอ๊ตช่วยได้ค่ะ เพราะข้าวโอ๊ตนั้นจะไปช่วยเพิ่มระดับของเซโรโทนิน (Serotonin) ในสมอง ซึ่งสารชนิดนี้เป็นสารที่ช่วยทำให้อารมณ์ดีได้ค่ะ ฉะนั้นมื้อเช้าครั้งหน้าลองหาข้าวโอ๊ตมารับประทานเป็นอาหารเช้านะคะ

การออกกำลังกายตั้งแต่วัยรุ่นจะช่วยให้มีความจำดีเมื่อแก่ตัวลง

การเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว นอกจากจะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสืบไปจนถึงอนาคตแล้ว ก็ยังเป็นผลดีต่อสมองอีกด้วย เพราะมีการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายเป็นประจำในช่วงอายุ 20 ปีเป็นต้นไปจะช่วยให้มีความจำที่ดีแม้วัยจะล่วงเลยไปถึง 40 หรือ 50 ขึ้นไปแล้วก็ตาม