คลังเก็บหมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

วิธีปรับพฤติกรรมการกินเนื้อแดงให้น้อยลง

เนื้อแดงคืออะไร?
เนื้อแดงในที่นี้หมายถึงเนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อแกะ เนื้อจากสัตว์ใหญ่ อาจจะรวมถึงเนื้อหมู และเนื้อแปรรูปด้วยเช่นกัน เพราะว่าเนื้อเหล่านี้ส่งผลให้เราเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือด โรคไขมัน โรคหัวใจ และมะเร็งได้นั่นเอง

วิธีปรับพฤติกรรมการกินเนื้อแดงให้น้อยลง
1. รับประทานเนื้อขาว ในแบบเดียวกันกับที่ปรุงเนื้อแดง
อย่างเช่นหากเราชอบกินข้องปิ้งย่าง ลองเปลี่ยนจากเนื้อย่างเนื้อปิ้ง มาลองเลือกกินไก่ย่าง เนื้อปลาย่าง ไก่ปิ้ง ปลาเปาดูบ้าง โดยใช้วิธีปรุงในแบบเดียวกันกับที่ปรุงเนื้อวัว แม้ว่ารสชาติของเนื้อจะต่างกัน แต่อย่างน้อยการที่ปรุงในแบบเดียวกันสไตล์เดียวกันก็ยังช่วยทำให้เกิดความอร่อยขึ้นได้

2. กินเนื้อขาวให้หลากหลาย
แทนที่จะกินแต่อกไก่ต้ม หรือปลาย่างบ่อยๆ สามารถเลือกทำเมนูให้มีรสชาติหลายหลายในแต่ละมื้อได้ เช่น ต้มยำไก่ เมี่ยงปลาทู ไก่ผัดเปรี้ยวหวาน ฉู่ฉี่ปลากะพง เป็นต้น จะช่วยให้เราค่อยๆ เปลี่ยนมาชอบกินเนื้อขาวเหล่านี้มากขึ้น

3. เลือกรับประทานของว่างที่มีประโยชน์
บางคนเลือกกินไส้กรอก แฮม หรือเนื้อแปรรูปอื่นๆ เวลาหิวระหว่างวัน แต่เราสามารถเลือกอาหารที่มีกินแล้วอิ่มท้องระหว่างวันแทนได้ เช่น ผักผลไม้ และธัญพืชต่างๆ หรืออาจจะเป็นกาแฟดำ หรือนมจืดสักแก้วก็ได้

4. ทำเนื้อแปรรูปกินเอง
เนื้อแปรรูปไม่ได้แย่ต่อร่างกายของเราเสมอไป หากใช้เนื้อสัตว์ที่มีุคณภาพ ไขมันต่ำ ดังนั้นหากหาสูตรทำเนื้อแปรรูป แล้วเลือกเนื้อสัตว์คุณภาพทำกินเองที่บ้าน ก็ช่วยให้ได้กินเนื้อแปรรูปในแบบที่ต้องการได้ เช่น ไส้กรอกอกไก่ เป็นต้น

5. อย่ากินตอนหิวจัด
เชื่อว่าหลายคนกินเนื้อย่างตอนที่หิวจัด รวมถึงการเดินไปซื้อไส้กรอกมากินจากร้านสะดวกซื้อตอนกลางคืน นั่นอาจมาจากการที่ปล่อยให้ตัวเองหิวจัดจนอยากกินอะไรที่หนักท้อง ดังนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเองหิวจนขาดสติ พยายามกินข้าวให้ครบมื้อตรงเวลา จะช่วยให้เราอิ่มนานขึ้น และรีบเข้านอนให้เร็วขึ้น เพราะนอนเร็วก็ไม่หิว

อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า

ในวงการสูบบุหรี่ที่ในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด และมีวิธีการสูบที่ต่างกันไป ทั้งนี้มีการพัฒนาบุหรี่ขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อทดแทนบุหรี่มวน ให้ทุกคนหันไปให้ความสนใจอันอื่นแทน ซึ่งนับว่าได้ผล เพราะมีวัยรุ่นหรือวัยอื่นๆ จำนวนมากที่หันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งมีความเชื่อว่าช่วยลดและเลิกอาการติดบุหรี่แบบมวนได้ และกลายเป็นไวรัลส่งต่อไปถึงคนที่รู้จักกันและขยายเป็นวงกว้าง ทำให้เทรนด์บุหรี่ไฟฟ้าได้รับความนิยมอย่างมาก และแน่นอนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกบุหรี่มวนได้ แต่นั่นแปลว่าทำให้หันมาติดบุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าก็มีอันตรายเหมือนกัน

ศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยข้อมูลว่า พบผู้ป่วยโรคปอดที่สันนิษฐานว่าสาเหตุของโรคนั้นมีโอกาสที่จะเป็นจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าโดยมีผู้ป่วยมากถึง 450 รายภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน และพบผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย เป็นที่น่ากลัวมากว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงมากถึงขั้นสภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
การสูบบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนนั้นมีโทษร้ายแรงแตกต่างกัน ซึ่งบุหรี่มวนมีความเสี่ยงต่อโรคถุงลมโป่งพองที่เนื้อปอดจะเสียหายช้า ๆ แบบผ่อนส่ง แต่บุหรี่ไฟฟ้าจะก่อให้เกิดผลที่เร็วกว่า ทำให้สามารถกล่าวได้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยให้การสูบบุหรี่นั้นดีขึ้นมาเลย

จุดเด่นของบุหรี่ไฟฟ้าที่ดึงดูดใจนักสูบให้หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะทั้งกลิ่นและรสที่มีให้เลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นขนม ผลไม้ ลูกอม ประกอบกับการออกแบบรูปลักษณ์ที่ทันสมัยน่าใช้สะดวกต่อการใช้งาน นอกจากกลิ่นและรสที่สามารถเลือกและปรับแต่งได้ ปริมาณมวลของนิโคตินที่จะได้รับก็สามารถเลือกได้เช่นกัน จนกลายเป็นกระแสที่หลายคนเปลี่ยนมาลองใช้แล้วติด ไม่ใช่เพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่อย่างที่เข้าใจกัน

หากคิดจะสูบบุหรี่ควรรู้ว่ามาตรฐานการผลิตน้ำยา E-Liquid ไม่มีมาตรฐานตามองค์การอาหารและยากำหนด ทำให้ไม่มีการควบคุมสารอันตรายที่ที่อยู่ในน้ำยาที่ส่งผลต่อร่างกายซึ่งอาจเป็นโลหะหนักและสารทำลายเซลล์ในปากและสารประกอบมากมายในไอบุหรี่ไฟฟ้าที่อันตรายต่อร่างกาย

แต่ทั้งนี้กลิ่นไอควันที่ออกมาจากบุหรี่ไฟฟ้าก็มีความหอมหวานมาก เพราะสามารถเลือกกลิ่นและรสที่ตัวเองชอบได้ ทำให้ง่ายต่อการที่เยาวชนจะหันมาลองและอาจส่งผลให้เกิดการเสพติดได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้เกิดการเสพติดนิโคตินเหลว มาถึงตรงนี้คงทราบแล้วว่า ไม่ว่าจะสูบบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้านั้นล้วนแล้วแต่อันตรายต่อสุขภาพเหมือนกัน เพียงแต่แตกต่างกันที่รูปแบบของอันตราย อย่างไรก็ตามการสูบบุหรี่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หากเลิกได้ก็ควรที่จะเลิก อย่าปล่ยอให้ถึงวันที่สายเกินไป

กรดไหลย้อน ไม่อยากเป็นก็ป้องกันได้

โรคกรดไหลย้อน หรือภาษาเรียกว่า gastroesophageal reflux disease หรือชื่อย่อว่า GERD เป็นโรคที่ดูเหมือนจะเป็นโรคเล็กๆ ไม่รุนแรง ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นโรคที่แสนจะทรมาน และเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรบกวนการใช้ชีวิตของเราได้มากทีเดียว และไม่ว่าวัยใดมันก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

เพราะจริงๆ แล้วสาเหตุของกรดไหลย้อนมันเกิดจากภาวะน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งมีจู่ๆ ก็เกิดผิดปกติดันมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อน แล้วไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารและสร้างความระคายเคืองในหลอดอาหารขึ้น และทำให้ลำคอเปรี้ยว คือ มีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาทางปาก จนเกิดอาการระคายเคืองบริเวณลำคอ และแสบในอก หรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ และมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย โดยอาการที่กล่าวมานี้จะมักพบในผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งส่งผลกับชีวิตประจำวันทำให้คุณทรมานแบบสุดๆ  คราวนี้ในเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ต้องหาวิธีแก้กันไป เราลองมาดูวิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อนที่นำมาแนะนำต่อไปนี้กันเถอะ!

วิธี ป้องกัน “กรดไหลย้อน”

  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นทำให้เกิดกรดไหลย้อน รวมถึงสังเกตปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปด้วย
  2. ไม่ควรทานอาหาร และดื่มน้ำมาก ๆ ระหว่างทานอาหาร
  3. ควรทานอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารกลุ่มเสี่ยง
  4. หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารมัน อาหารย่อยยาก เนื้อติดมัน อาหารที่มีรสจัด ช็อกโกแลต ถั่ว ลูกอม เปปเปอร์มินต์ เนย ไข่ นม กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
  5. ทิ้งช่วงเวลาทานอาหารจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
  6. เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเพื่อผ่อนคลายความเครียด
  7. งดสูบบุหรี่
  8. หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับแน่น โดยเฉพาะบริเวณท้อง
  9. ควรลดน้ำหนัก ในกรณีที่มีน้ำหนักเกิน
  10. เวลานอนควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นจากพื้นราบประมาณ 6-10 นิ้ว
  11. ทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลดขนาดยา หรือหยุดยาเอง และมาพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับขนาดยา
  12. หากป่วยอย่าซื้อยามาทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดทำให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น หรือทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัวมากขึ้น

เทคนิคการป้องกันกรดไหลย้อนเหล่านี้เป็นเพียงคำแนะนำและการปฏิบัติเบื้องต้นเท่านั้น  ซึ่งทั้งนี้ต้องคำนึงถึงว่าหากเป็นผู้ป่วยที่ใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีภาวะแทรกซ้อน มีโรคแทรกซ้อน ยิ่งควรที่จะปฏิบัติเทคนิคนี้อย่างสม่ำเสมอ และหมั่นสังเกตอาการตนเองด้วยว่าดีขึ้นหรือแย่ลง ทั้งนี้เพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำของกรดไหลย้อน หรือถ้าเป็นหนักแนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด

อันตรายจากการกินถั่วงอกดิบ

“ถั่วงอก” ผักที่พบในหลากหลายเมนูของอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องเคียงของก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอด ตำถาด หรือแม้กระทั่งผัดถั่วงอกที่เปลี่ยนจากผักเครื่องเคียงมาเป็นเมนูหลัก แม้ว่าถั่วงอกจะอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกันอยู่บ่อย ๆ แต่หากเป็น “ถั่วงอกดิบ” เราอาจไม่อยากแนะนำให้รับประทานกันสักเท่าไร เพราะอาจส่งผลเสียบางอย่างต่อร่างกายได้

อันตรายจากถั่วงอกดิบ
ถั่วงอกดิบพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซาลโมเนลลา หรืออีโคไล ซึ่งไม่ใช่แค่บ้านเราเท่านั้น ที่ต่างประเทศก็พบการปนเปื้อนของเชื้อโรคเช่นกัน เมื่อทำการเพาะถั่วงอก ความชื้นและอุณหภูมิของถั่วงอกในการเจริญเติบโต เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ถั่วงอกอาจพบสารฟอกสีที่มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูง เพราะผู้ผลิตบางรายนำสารฟอกขาวมาแช่ถั่วงอก เพื่อให้ถั่วงอกมีสีขาว อวบ น่ารับประทานและเก็บไว้จำหน่ายได้นาน

แม้ว่าจะมีสารฟอกขาวบางประเภทที่อนุญาตให้นำมาใช้ในอาหารได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ แต่เนื่องจากเป็นสารฟอกขาวที่มีฤทธิ์ในการฟอกต่ำ ผู้จำหน่ายจึงนิยมใช้สารฟอกขาวประเภทที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหารมากกว่า คือ โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์มาผสม สารนี้มีฤทธิ์ฟอกขาวได้สูงกว่าประเภทแรก 2-3 เท่า สามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ แต่มีอันตรายต่อร่างกายเมื่อบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดอาการหายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน อุจจาระร่วง สำหรับผู้ที่แพ้อย่างรุนแรงหรือป่วยเป็นโรคหอบหืดจะมีอาการรุนแรงขึ้น มีอาการช็อค หมดสติและอาจเสียชีวิตได้

วิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากถั่วงอก
หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วงอกดิบหากไม่ทราบแหล่งผลิตที่ชัดเจน

ปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทานเสมอ อาจบอกร้านอาหารให้ลวก หรือปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยว และเมนูอาหารอื่น ๆ เป็นต้น การปรุงถั่วงอกให้สุกก่อนรับประทาน จะทำให้สารไฮโดรซัลไฟต์ที่อาจมีอยู่ในถั่วงอกถูกทำลายด้วยความร้อน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าการนำถั่วงอกดิบมารับประทานสด ๆ

ไม่ควรเลือกถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ

หากจำเป็นต้องรับประทานถั่วงอกดิบจริง ๆ ควรหลีกเลี่ยงถั่วงอกที่มีสีคล้ำ มีส่วนเน่าเสียปนอยู่เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

อ้วนเพราะกรรมพันธ์ุก็ลดน้ำหนักได้

อาจจะเป็นเรื่องน่าตกใจนิดๆ ถ้าจะบอกว่า บางคนอาจมี “กรรมพันธุ์อ้วน” มาตั้งแต่กำเนิด นั่นหมายความว่าคนๆ นั้นอาจมีความเสี่ยงที่จะอ้วนได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ เพราะฉะนั้นความคิดที่ว่า “เราก็กินเท่ากัน แต่ทำไมฉันอ้วนกว่า” ก็อาจจะเป็นเรื่องจริงได้

กรรมพันธุ์อ้วน?
กรรมพันธุ์อ้วน อาจมาจากการที่พ่อแม่ของเราเป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีผลการวิจัยพบว่า หากมีพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน ลูกจะมีโอกาสอ้วน 3 เท่า แต่ถ้าหากมีญาติพี่น้องอ้วนจะมีโอกาสอ้วนเพิ่มเป็น 3-7 เท่า แต่หากเด็กที่ทั้งพ่อและแม่อ้วนจะมีโอกาสอ้วนมากถึง 10 เท่า

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พันธุกรรมจะส่งผลทำให้เราอ้วนง่ายกว่าคนอื่นได้จริง แต่การที่เราจะอ้วนหรือไม่นั้นยังมีปัจจัยสำคัญอีกหลายอย่างที่ส่งผลต่อความอ้วนได้มากกว่ากรรมพันธุ์ ดังนั้นหากสามารถควบคุมอาหาร และออกกำลังกายเป็นประจำได้ ก็จะสามารถรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีกรรมพันธุ์อ้วนหรือไม่?
สามารถสังเกตได้จากภายนอกเองว่ามีพ่อหรือแม่ที่เป็นโรคอ้วนหรือเปล่า โดยลักษณะของคนอ้วนกรรมพันธุ์อ้วนทั้งตัว ขาหนีบติด ไขมันในเลือดสูง แต่ก็ไม่แน่เสมอไป หากอยากทราบให้แน่ใจสามารถเจาะเลือดตรวจกับแพทย์ เพราะไขมันในเลือดสามารถบอกได้ว่าคุณอ้วนเพราะกรรมพันธุ์หรือไม่

หากมีกรรมพันธุ์อ้วน จะลดน้ำหนักอย่างไร?
การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนที่มีความเสี่ยงอ้วนง่ายกว่าคนอื่น คือ การวิ่ง ตามมาด้วยการปีนเขา เดินเร็ว เต้นรำ และโยคะ โดยต้องออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอราว 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมถึงการควบคุมอาหารโดยลดแป้งขัดสี และน้ำตาลให้น้อยลง เพิ่มโปรตีนไขมันต่ำ ธัญพืช และผักผลไม้ (ที่แป้งและน้ำตาลต่ำ) ให้มากขึ้น ที่สำคัญคือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เข้านอนดึกจนเกินไป เพราะยิ่งนอนดึก ยิ่งเสี่ยงอ้วนง่ายเช่นกัน

ควรรู้เกี่ยวกับการเลือกซื้ออาหารเสริมบำรุงตับ

เคยรู้ไหมว่าจริงๆแล้วในร่างกายของคนเรานั้นมีน้ำหนักประมาณคร่าวๆได้หนึ่งจุดสี่กิโลกรัม

เป็นน้ำหนักที่ชั่งได้จามมาตราฐานของคนเราซึ่งทุกคนจะมีเท่าๆกันไม่เปลี่ยนไปจากนี้ หากใครที่มีต่างจากนี้จะถือว่าผิดปกติ อาจเรียกได้ว่าเป็นคนพิการเลยก็ว่าได้ และในร่างกายของคนเรานั้นจะทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยร่างกายไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่นอน

และรู้ไหมว่าอวัยวะที่หนักมากถึงหนึ่งจุดสี่กิโลกรัมนั้นคือตับของคุณเอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่หนักที่สุดภายในร่างกาย และตับนั้นเปรียบสะเหมือนได้กับอวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายของเราเลยก็ว่าได้ ทุกๆคนล้วนมีตับอยู่ในร่างกายทุกคนแต่ขนาดของตับนั้นจะไม่เท่ากัน

หน้าที่ของตับนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายหน้าที่ เช่น หน้าที่ของตับเป็นเหมือนกับโกดังค่อยเก็บสินค้า โดยสินค้าที่ว่านี้ก็คืออาหารตับจะค่อยเก็บอาหารที่เรากินเขาไปไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ผักหรือผลไม้ต่างๆ ตับจะเก็บอาหารเหล่านั้นแล้วมาเปลี่ยนสภาพเป็นสารอาหารที่ร่างกายทุกคนต้องการเพื่อให้ร่างกายได้ขับเคลื่อนและมีชีวิตต่อไปในอนาคต และตับก็เป็นดังศูนย์กลางในการผลิต จะค่อยผลิตสารอาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้โดยการเก็บสารอาหารเหล่านั้นมาผลิตและแปรรูปในเวลาเดียวกันโดยแต่ล่ะหน้าที่ของตับจะเกี่ยวเนื่องกันทุกๆองค์ประกอบด้วย

จะขาดหน้าที่ไหนไม่ได้เลย และถ้าเราไม่มีตับหรือตับของเราเกิดพังรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น ร่างกายของคนเราจะไม่สามารถทำงานได้เลย คุณจะค่อยๆตายไปเพราะว่า ไม่มีแหล่งผลิตสารอาหาร ไม่มีแหล่งกักเก็บอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมาใช้ประโยชน์ เมื่อไม่มีลำไส้ต่างๆก็ไม่สามารถส่งอะไรไปเลี้ยงกระเพราะอาหาร และ ไม่มีอะไรสามารถไปเลี้ยงสมองได้เลย ตับจึงเรียกได้ว่าเป็นพี่ใหญ่ ที่สุดในร่างกายของเราก็ว่าได้

แต่ทว่านอกจากการดูแลร่างกายและตับด้วยการออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์แล้วนั้น ยังมี อาหารเสริมบำรุงตับ อีกด้วย ที่เป็นตัวช่วยในการดูแลตับเพิ่มอีกวิธีหนึ่ง